วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เกษตรฯชี้ราคายาง2ดอลล์/กิโลฯถึงปี63

"เกษตรฯ" วิเคราะห์สถานการณ์ราคายาง คาดอยู่ที่กก.ละ 2 ดอลลาร์ยาวถึงปี 63 แนวโน้มการใช้ในอุตสาหกรรมล้อยาง ถุงมือยางปรับตัวลดลง

นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านยางพารา ได้ประเมินว่า ราคายางพาราของโลกอยู่ในระดับ 2 ดอลลาร์ต่อกก. ไปจนถึงปี 2563 หลังจากนั้นจะขยับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ในขณะที่ราคายางพาราไทยตกต่ำต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 2554 ถึงปัจจุบัน
สาเหตุที่ทำให้ราคายางตกต่ำ เนื่องจากมีอุปทานส่วนเกินของประเทศ ประกอบด้วยยางในสต็อกของรัฐ 2.1 แสนตัน และผลผลิตส่วนเกินของโลก 2.2 แสนตัน ในปี 2554 และ 6.4 แสนตัน ในปี 2556 ในขณะที่ผลผลิตยางของไทยได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผลผลิตของประเทศอินโดนีเซีย และเวียดนาม


นอกจากนี้สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่า GDP โลกปี 2015 อยู่ที่ 3.8% เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 0.5% ในขณะที่ World Bank ได้คาดการณ์ GDP ของจีนซึ่งเป็นผู้ใช้ยางรายใหญ่ของโลก ในปี 2015 อยู่ที่ 7.2% ลดลงจากปีที่ผ่านมา 0.2% จึงคาดว่า ราคายางพาราของโลกในปีนี้ ยังอยู่ในระดับ 2 ดอลลาร์ต่อกก.


สถานการณ์ขณะนี้ยางแผ่นดิบแตะระดับ 58.55 บาทต่อกก. และยางแผ่นรมควันแตะระดับ 63.12 บาทต่อกก. ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นราคาที่องค์การสวนยาง (อสย.) ซื้อตามโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง (Buffer Funds) โดยภาพรวมราคายางเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบจำกัด
โดยในภาพรวมยางพาราของไทยยังมีปัญหาสต็อกยางเป็นส่วนเกินถึง 2 แสนตัน ขณะที่ผลผลิตของโลกสูงกว่าความต้องการของตลาด จากการขยายการผลิตของประเทศต่างๆ ราคาตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่ไม่มีการส่งมอบสินค้าจริง ไม่สะท้อนถึงราคาที่เกษตรกรได้รับ ประกอบกับโครงสร้างยางพาราไทย มีการพึ่งพิงตลาดต่างประเทศถึง 91.04% โดยส่งออกในรูปยางแปรรูปเบื้องต้น 86% ผลิตภัณฑ์ยาง 5.04 %


ขณะที่แนวโน้มตลาดผลิตภัณฑ์ยางพารา จากข้อมูลการประชุมประจำปีของ สำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ระบุว่า สัดส่วนการใช้ยางธรรมชาติสำหรับอุตสาหกรรมยางล้อ รถยนต์ มีอัตราการขยายตัวที่ไม่สูงมากประมาณ 1.5-2% ต่อปี แนวโน้มการพัฒนาของอุตสาหกรรมยางล้อ รถยนต์ คือ ยางล้อรถประหยัดพลังงาน ยางล้อที่มีน้ำหนักเบาขึ้น ยางล้อรถที่ยึดเกาะถนนโดยเฉพาะถนนเปียกได้ ดีขึ้นและยางล้อรถที่ก่อให้เกิดเสียงต่ำ ฉะนั้นการพัฒนาทางด้านวัตถุดิบทั้งยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์ ทั้งด้านคุณภาพและสมบัติเฉพาะด้าน จึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งในเรื่องนี้ยางสังเคราะห์จะได้เปรียบยางธรรมชาติ เนื่องจากสามารถเตรียมให้มีสมบัติหลากหลายได้มากกว่ายางธรรมชาติ


ส่วนตลาดถุงมือยาง ที่มีความความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการขยายตัว 10% ต่อปี แต่เป็นถุงมือยางที่ผลิตจากยางสังเคราะห์ โดยเฉพาะยางไนไตรล์จะมีมากขึ้น เนื่องจากปัญหาการแพ้โปรตีนในยางธรรมชาติ ฉะนั้นแนวโน้มในอนาคตสัดส่วนของถุงมือยางจากยางสังเคราะห์จะเพิ่มมากขึ้น


นายชวลิต กล่าวว่า เพื่อปรับตัวรับมือวิกฤติราคายางพาราตกต่ำดังกล่าว กระทรวงเกษตรฯได้กำหนดแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรทั้งกลุ่มน้ำยางสดและยางก้อนถ้วย โดยการเข้าแทรกแซง พร้อมกับวางแผนลดปริมาณการผลิต ลดการปลูกยางในพื้นที่ไม่เหมาะสม โดยเร่งสนับสนุนให้โค่นยางแก่ที่อายุเกินกว่า 25 ปี ที่มีเนื้อที่ประมาณ 3 ล้านไร่ แล้วปลูกแทนด้วยพืชเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น ปาล์มน้ำมัน เป็นต้น


การส่งเสริมการแปรรูปและการใช้ยางธรรมชาติ โดยส่งเสริมการลงทุนของผู้ประกอบการไทย และดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางภายในประเทศ ผ่านกระบวนการส่งเสริมการลงทุนของ BOI การประสานกับกระทรวงอุตสาหกรรมในการแก้ไขปัญหาในอุตสาหกรรมยางล้อ