วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ลั่นเร่งแก้ปัญหาลงทุนดึง'ญี่ปุ่น'

"ประยุทธ์"พบนักธุรกิจญี่ปุ่น ให้คำมั่นพร้อมแก้ปัญหา-อุปสรรคลงทุน ย้ำโรดแมพรัฐบาลเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง

 ด้านภาคเอกชนไทย-ญี่ปุ่นเตรียมลงนามส่งเสริมการลงทุนร่วมกัน เผยนักลงทุนญี่ปุ่นสนใจโครงสร้างพื้นฐาน มีบริษัทขนาดใหญ่เตรียมลงทุนด้านพลังงานในไทย


พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความมั่นใจกับนักลงทุนญี่ปุ่นในด้านนโยบายและการอำนวยความสะดวกการลงทุน ในระหว่างการเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการวันที่ 2 วานนี้ (9 ก.พ.) โดยการเยือนในครั้งนี้จะมีการลงนามความร่วมมือทั้งระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชนทั้งสองประเทศ
นายฮิโรยูกิ อิชิเกะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น(เจโทร) กล่าวในระหว่างการเข้าพบพล.อ.ประยุทธ์ว่าเจโทรยืนยันจะลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนญี่ปุ่นยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย อย่างไรก็ดีอุตสาหกรรมรถยนต์ของญี่ปุ่น ประสบอุปสรรคด้านการลงทุนในไทย เนื่องจากมาตรการที่เข้มงวด จึงขอให้นายกรัฐมนตรีช่วยพิจารณาในเรื่องนี้ด้วย


นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยให้ความสำคัญกับเจโทรและการลงทุนของญี่ปุ่น ซึ่งนับเป็นประเทศที่ลงทุนในไทยเป็นอันดับ 1 โดยในการเยือนครั้งนี้ทั้งสองฝ่ายจะมีการลงนาม MOC ส่งเสริมการลงทุนของธุรกิจไทยในญี่ปุ่นระหว่างเจโทรและคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร. ) ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมาก
นายกรัฐมนตรี หวังให้เจโทรเร่งรัดการฝึกอบรมความรู้ในอุตสาหกรรม เทคโนโลยีต่างๆ และการจัดตั้งสถาบันวิจัยในไทย เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเกิดผลเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ต้องการให้ญี่ปุ่นเพิ่มเติมการจัดตั้งสำนักงานใหญ่ หรือ IHQ (International headquarters)ในไทย

เผยนักลงทุนญี่ปุ่นเล็งลงทุนพลังงาน
จากนั้น นายเทซุเกะ คิตะยะมะ ประธานธนาคาร Sumitomo Mitsui Banking Corporation นำผู้บริหารธนาคารเข้าพบพล.อ.ประยุทธ์ โดยย้ำถึงการขยายลงทุนในไทยของนักลงทุนญี่ปุ่น แม้ไทยจะประสบปัญหาอุทกภัย รวมถึงสถานการณ์ทางการเมือง แต่นักลงทุนยังคงลงทุนในไทย โดยเฉพาะการลงทุนของอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)ญี่ปุ่นที่เพิ่มมูลค่าขึ้น ในขณะเดียวกันบริษัทขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นก็มีโครงการลงทุนในไทยในด้านพลังงานด้วย 

นายกรัฐมนตรีหวังว่า ญี่ปุ่นจะมองไทยเป็นศูนย์กลางทางการลงทุนในอาเซียน และยืนยันว่าไทยพร้อมดูแลนักลงทุนญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นประเทศที่มีความใกล้ชิดกันมากว่า 600 ปี หากนักลงทุนญี่ปุ่นมีปัญหาติดขัดประการใดสามารถประสานผ่านช่องทางได้ และรัฐบาลยินดีให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทุกวันนี้ประเทศไทยประสบปัญหาเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ จึงอยากให้ธนาคาร Sumitomo ให้ความสำคัญในประเด็นนี้ ทั้งนี้นายเทซุเกะ ยินดีจะรับเรื่องนี้ไปพิจารณา และจะขอรับคำแนะนำจากนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง


สมาคมธุรกิจญี่ปุ่น-ไทยเตรียมมาไทย
ทั้งนี้ นายเทซุเกะ ยังดำรงตำแหน่งประธานและคณะกรรมการ Japan-Thailand Business Forum และJapan-Thailand Association(JTA) ซึ่งได้นำสมาชิกเข้าพบนายกรัฐมนตรีเช่นกัน
นายเทซุเกะกล่าวว่า JTA เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นมากว่า 80 ปี และ JTBF คือ กลุ่มนักธุรกิจญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยโดยตั้งขึ้นในปี 2545 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างญี่ปุ่นกับไทย โดยเร็วๆ นี้ จะมีสมาชิกเดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับบีโอไอ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท. )และธนาคารญี่ปุ่นในประเทศไทย ด้วย
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งมั่นพัฒนาเศรษฐกิจให้มั่นคงควบคู่กับการเมือง โดยเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การคมนาคมขนส่ง และการสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งไทยและญี่ปุ่นสามารถมีความร่วมมือกันได้อีกมาก นอกจากนี้ไทยยังมีโครงการร่วมกับญี่ปุ่นและเมียนมาร์ในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย จึงขอให้ภาคเอกชนญี่ปุ่นช่วยสนับสนุนและผลักดันโครงการด้วย


เอกชนญี่ปุ่นสนใจโครงการรถไฟฟ้า
ต่อมาพล.อ.ประยุทธ์ หารือกับผู้แทนระดับสูงของภาคเอกชนบริษัทต่างๆ คือ นายโอะสะมุ มะสุโคะ ประธานและ ซีอีโอ บริษัทมิตซูบิชิ มอเตอร์ส, นาย ฟูมิฮิโกะ อิเกะ ประธานบริษัทฮอนดาร์ มอเตอร์, นายมะซะมิ อีจิมะ ประธานและ ซีอีโอ บริษัทมิซุยแอนด์ โค, นายฟุมิยะ โคะคุโบะ ประธานและ ซีอีโอ บริษัทมะรุเบะนิ
ภาคเอกชนญี่ปุ่นแสดงความเชื่อมั่น และยืนยันการลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยแสดงความสนใจลงทุนธุรกิจผลิตไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานระบบราง ซึ่งนายกรัฐมนตรีขอให้ภาคเอกชนทำแผนมาให้ชัดเจน และประสานกับภาครัฐของญี่ปุ่นในการพัฒนา
นายกรัฐมนตรีหวังให้ภาคเอกชนจัดตั้งสถาบันวิจัยในไทย ซึ่งจะได้รับสิทธิการลดหย่อนภาษีการค้า และต้องการเพิ่มมูลค่าการลงทุน โดยเชิญชวนให้ลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งภาคเอกชนให้ความสนใจเขตเศรษฐกิจชายแดนของไทย และเขตเศรษฐกิจทวายด้วย
นอกจากนี้ภาคเอกชนญี่ปุ่นแสดงความสนใจลงทุนด้านรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพและปริมณฑล โดยขอให้พิจารณาความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และให้พิจารณาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย รวมถึงแก้ไขอุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับระบบศุลกากร
นายกฯย้ำโรดแมพสู่ประชาธิปไตย


นอกจากนี้ นายซะดะยุกิ ซะคะกิบะระ ประธานสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่นและนายฮิโระมิชิ อิวะซะ ประธานกรรมการที่ปรึกษาของสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น เข้าพบ โดยพล.อ.ประยุทธ์กล่าวย้ำโรดแมพของรัฐบาลที่จะให้มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย
นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีที่มีโอกาสพบปะกับประธานสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่นและผู้บริหารบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่นกว่า 40 ราย ซึ่งได้รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการดำเนินธุรกิจจากภาคเอกชนญี่ปุ่นโดยตรง ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในหลายทศวรรษที่ผ่านมา
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่ารัฐบาลเร่งรัดผลักดันให้เกิดการปฏิรูปเพื่อให้เกิดประชาธิปไตยที่ยั่งยืน ขอให้ภาคเอกชนญี่ปุ่นเชื่อมั่นว่าการปฏิรูปเป็นไปตามโรดแมพที่วางไว้ และประเทศไทยเดินหน้าได้อีกครั้ง
ทั้งสองฝ่ายหารือแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับประเด็นเศรษฐกิจ ซึ่งนายกรัฐมนตรีคาดว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ภาคเอกชนญี่ปุ่นแสดงความสนใจเพิ่มมูลค่าการลงทุนในประเทศไทย โดยใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและการลงทุนเพื่อขยายต่อไปในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและอาเซียน
พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำว่าจะเร่งสร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมเพื่อดึงดูดนักลงทุน และช่วยขยายการลงทุนระหว่างกัน ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีหวังให้คนไทยได้รับตำแหน่งระดับสูงในด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ และเชิญชวนให้ภาคเอกชนญี่ปุ่นใช้วัตถุดิบจากประเทศไทย


รับปากแก้ปัญหา-อุปสรรคลงทุน
นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำเหตุผลการเดินทางเยือนครั้งนี้ ว่ามีสิ่งที่คาดหวังสองประการ ประการแรกคือ การแสวงหาความร่วมมือเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ไทยและญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และแก้ไขปัญหาติดขัดให้หมดไปโดยเร็ว ส่วนการเป็นประชาธิปไตยของไทย ยืนยันว่าเดินหน้าตามแผนโรดที่วางไว้ และจะไม่เกิดปัญหาความขัดแย้งต่อไปในอนาคต โดยยึดหลักมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
นายกรัฐมนตรีขอให้ญี่ปุ่นสนับสนุนการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งญี่ปุ่นได้เคยผ่านประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญในด้านนี้ และสนับสนุนอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร การวิจัยและการพัฒนา ซึ่งญี่ปุ่นมีความรู้และเทคโนโลยีสูง จึงอยากให้ถ่ายทอดให้กับไทยด้วย
นายกรัฐมนตรีหวังให้ภาคเอกชนญี่ปุ่นมีการจัดตั้งสถาบันวิจัยให้มากขึ้น การจัดตั้งสำนักงานใหญ่ในไทย หรือ IHQ และเร่งให้มีการเจรจา FTA ระหว่างกัน รวมถึงการผลักดันส่งเสริมเอสเอ็มอีของไทยและญี่ปุ่น เพื่อให้เอสเอ็มอีญี่ปุ่น ขยายการลงทุนในไทยให้มากขึ้น