วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ซ่อมอาร์พีจีบึ้มสนั่นกรม ผู้เชี่ยวชาญมึนสาเหตุ

ช่างสรรพาวุธทหารบกซ่อมบำรุงชุดขับเคลื่อนระเบิดอาร์พีจีพลาด เจ้ากรมสรรพาวุธแจงเป็น "อุบัติเหตุ" ผู้เชี่ยวชาญไม่ฟันธงสาเหตุตูมตาม

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวเมื่อวานนี้ (9 ก.พ.) ถึงเหตุระเบิดภายในกรมสรรพาวุธทหารบก ถนนทหาร แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต ว่า ได้รับรายงานว่าเป็นอุบัติเหตุที่เกิดระหว่างการตรวจสอบซ่อมบำรุงจนเกิดระเบิดกับชนิดอาร์พีจีส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 ราย และบาดเจ็บเล็กน้อย 8 ราย แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต ซึ่งได้กำชับกรมสรรพาวุธทหารบกในเรื่องของระเบียบอย่างชัดเจนเพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ


ต่อมา พล.ท.ธารี วุฒิพานิชย์ เจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก ชี้แจงเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นว่า เบื้องต้นตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นอุบัติเหตุ จากเจ้าหน้าที่นำอุปกรณ์ของเครื่องยิงลูกระเบิดชนิดอาร์พีจี 7 ออกมาซ่อมบำรุง ซึ่งเป็นการซ่อมบำรุงประจำอยู่แล้ว โดยช่างได้ใช้เครื่องมือถอดเครื่องยิง โดยในนั้นยังมีดินขับเคลื่อนอาร์พีจี 7 อยู่แต่ไม่มีหัวระเบิด เมื่อเกิดการผิดพลาดในการถอด จนดินขับเคลื่อนเกิดระเบิด จึงทำให้มีผู้บาดเจ็บทั้งหมด 9 คน ถูกนำตัวส่งรักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเรียบร้อยแล้ว


ผบ.ทบ.สั่งเพิ่มความระมัดระวัง
ด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นว่า พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) สั่งการให้ดูแลผู้บาดเจ็บ พร้อมกำชับกำลังพลให้เพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติงาน
เขากล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นการซ่อมอุปกรณ์ชุดเครื่องยิงอาร์พีจีที่ไม่มีลูกของเจ้าหน้าที่ในโรงซ่อม ขณะทำการซ่อมอยู่นั้นเกิดการจุดระเบิดของชุดขับเคลื่อนลูกจรวดที่อยู่ภายในกระบอกลำกล้องจรวด จึงมีผลทำให้ชุดขับเคลื่อนพุ่งทะลุหลุดออกมาไปกระแทกอุปกรณ์เครื่องมืออื่นบริเวณใกล้เคียง ทำให้มีเศษชิ้นส่วนแตกกระจาย จนไปทำให้มีกำลังพลที่เป็นช่างของโรงงานได้บาดเจ็บ


สำหรับเหตุระเบิดภายในกรมสรรพาวุธทหารบกเกิดขึ้นเมื่อช่วงสาย วานนี้ (9 ก.พ.) โดยจุดเกิดเหตุอยู่ภายในโรงซ่อมบำรุง กรมสรรพาวุธทหารบก เขตดุสิต โดยมีรายงานว่ามีผู้บาดเจ็บทั้งหมด 9 ราย แต่ทราบชื่อเพียง 5 ราย ประกอบด้วย 1.นายบรรเจิด เชียงสาย ชิ้นส่วนที่ถูกแรงระเบิดอัดแตกกระแทกเข้าที่ศีรษะ ได้รับบาดเจ็บต้องให้แพทย์เย็บบาดแผลแตก อาการหนักที่สุด แต่ขณะนี้ปลอดภัย และรู้สึกตัวดี 2.นายบัญชา ศรีประยูร 3.นายพีรภัทร ศรีนิยม 4.นายกันตพล ภาคเจริญ และ 5.นายสันติภาพ เกิดน้อย


ผู้เชี่ยวชาญมึนสาเหตุเกิดระเบิด
แหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดของกองทัพ กล่าวว่า น่าจะเกิดจากความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ช่างในการถอดส่วนหางของระเบิดอาร์พีจี ที่ติดค้างอยู่กับชุดเครื่องยิง จึงทำให้ชุดเครื่องยิงเกิดทำงาน เพราะส่วนหางของอาร์พีจียังมีดินขับ ดินส่งอยู่ แต่โชคดีที่ไม่มีหัวระเบิด จึงทำให้ไม่เกิดการระเบิดขึ้น มีเพียงแรงอัดที่ทำให้บาดเจ็บได้เท่านั้น
ผู้เชี่ยวชาญคนเดิม ระบุว่า กระบวนการดังกล่าวเป็นการถอดชิ้นส่วนที่ยังมีดินระเบิดอยู่ออกแต่ตามปกติจะมีความปลอดภัยสูงมาก ไม่ค่อยเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้น จึงไม่ทราบเหมือนกันว่า อุบัติเหตุเกิดขึ้นจากสาเหตุใด
ภาษาช่างเรียก"กระสุนด้านใน"


เขา กล่าวด้วย อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดครั้งนี้เรียกกันในหมู่ช่างสรรพาวุธว่า "กระสุนด้านใน" ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากยิงลูกระเบิดอาร์พีจีไปแล้วแต่ไม่ทำงานทั้งระบบ ทำให้ส่วนที่ขับเคลื่อนติดค้างอยู่ภายในกระบอกปืน


"ความจริงแล้วการยิงระเบิดอาร์พีจี 7 จะทำงาน 2 ครั้ง แต่คนทั่วไปจะเห็นเหมือนเป็นการยิงทีเดียว แต่ในความเป็นจริงคือมีการทำงาน 2 ครั้งโดยการยิงทีแรกเพื่อให้หัวกระสุนพ้นจากลำกล้องไปก่อน จากนั้นส่วนที่ 2 จะขับเคลื่อนลูกออกตามไปพร้อมกันจะทำให้เกิดการระเบิดขึ้นได้" แหล่งข่าว กล่าว
แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่กรมสรรพาวุธ กล่าวด้วยว่า เมื่อยิงแล้วมีเพียงหัวกระสุนออกไป แต่ตัวขับเคลื่อนยังตกค้างอยู่ในลำกล้องถือว่าอันตรายมากหากการดำเนินการของช่างไม่มีความชำนาญเพียงพอ


ทั้งนี้ระเบิดอาร์พีจี 7 จะมีการนำมาซ่อมบำรุงในกรมสรรพาวุธทหารบกเพื่อดำเนินการถอดทำลาย โดยช่างที่ทำงานจะมีอยู่ 2 ส่วน คือ 1.ช่างที่ตรวจสอบ และทำความสะอาดตามธรรมดา และ 2.ช่างถอดละเอียดที่มีการแกะทุกชิ้นโดยละเอียดแล้วทำการจดบันทึก


ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือน เม.ย.2556 เคยเหตุระเบิดภายในมณฑลทหารบกที่ 11 ย่านเกียกกาย โดยจุดเกิดเหตุอยู่ที่คลังอาวุธของกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ซึ่งตั้งอยู่ภายในมณฑลทหารบกที่ 11 เมื่อทหารนำกระสุน เครื่องยิงไร้แสงสะท้อน เอ็ม72 ออกมาทำความสะอาดเพื่อรอรับการตรวจ แต่ได้เกิดระเบิดขึ้นทำให้มีพลทหารบาดเจ็บสาหัส 2 นาย บาดเจ็บเล็กน้อย 6 ราย
"ประวิตร"แจงบึ้มพารากอนคืบ70%


ส่วนความคืบหน้าคดีเหตุระเบิดไปป์บอมบ์ทางเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสยามกับทางเข้าห้างสรรพสินค้าสยามพารากอนนั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวเมื่อวานนี้ (9 ก.พ.) ว่า มีความคืบหน้าประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ พอที่จะทราบความชัดเจนว่าระเบิดมาจากจุดใด และอยากให้ตำรวจจับคนร้ายให้ได้
พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่คนทำผิดต้องหลบหนี ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังติดตามอยู่ ส่วนกระแสข่าวที่อ้างว่าระบุชื่อคนร้ายได้แล้วนั้นยังไม่ทราบ ไม่รู้ว่าออกมาได้อย่างไร


เขากล่าวว่า เจ้าหน้าที่ดูข้อเท็จจริงมากกว่า ใครเขียนก็เขียนไป แต่ส่วนใหญ่มโนเขียนกัน คิดไป วิเคราะห์ไปจนทำให้เกิดความวุ่นวายในโลกโซเชียลมีเดีย ดูแล้วไม่ใช่เรื่องจริง ประมาณ 80-90 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่เรื่องจริง
พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงสาเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นว่า คาดว่าน่าจะมาจากทางการเมือง แต่ก็ยังไม่ฟันธง พอจับคนร้ายได้ก็จะทราบว่าเป็นกลุ่มใด ขณะที่ทางการข่าวจะมีการก่อเหตุขึ้นอีกหรือไม่นั้น เดิมที การข่าวดังกล่าวเราแทบจะไม่พบเจอเลย จึงบอกไม่ได้เหมือนกันว่าจะมีการก่อเหตุอีกหรือไม่
เมื่อถามว่า คนร้ายยังอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทำไมถามอย่างนี้ ไม่ได้เป็นคนร้ายที่หลบหนี จะรู้ได้ไง ถามได้ยังไง ใครจะรู้ ถ้ารู้ก็ไปตามจับมาแล้ว อย่าถามแบบนี้อีก
ต่อข้อถามว่าฝ่ายความมั่นคงจะมีการจับตากลุ่มใดบ้าง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่มีจับตา เราไม่ทำอะไรที่เกิดความขัดแย้ง ต้องทำให้เกิดความสงบ อย่ามาสร้างความวุ่นวาย รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาในทุกมิติ
ผบ.ตร.เผยยังไม่มีหมายจับเพิ่ม


วันเดียวกัน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงระเบิดใกล้ห้างฯ สยามพารากอนว่า ตอนนี้ยังมีผู้ต้องหาในคดีเพียงแค่ 2 คน ตามที่ได้ออกหมายจับตามภาพ ซึ่งการติดตามตัวผู้ต้องหาจนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่า หลบหนีออกนอกประเทศหรือยังคงกบดานอยู่ในประเทศไทย


ส่วนประเด็นในการก่อเหตุ พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า ยังไม่ตัดประเด็นใดๆ เนื่องจากข้อมูลต่างๆ ไม่ชัดเจน แต่การทำงานของตำรวจย่อมตั้งข้อสันนิษฐานไว้หลายประเด็นที่อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งความไม่พอใจตำรวจ รัฐบาล หรือไม่พอใจห้างสรรพสินค้าก็ได้ แต่เมื่อถึงเวลาจับกุมได้แล้วถึงให้คำตอบกับสังคมได้ว่ามาจากสาเหตุใด
ผบ.ตร. กล่าวอีกว่า คดีนี้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงไม่ได้เร่งใดสั่งการใดๆ เพราะประเด็นในการสืบสวนบางเรื่องมีความอ่อนไหวสูง จึงจำเป็นต้องใช้เวลาทำงานเพื่อความแน่นอน ความรอบคอบ อีกทั้งในการทำงานทุกคดี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ได้กำชับให้ทำทุกคดีไปตามพยานหลักฐาน และให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ใส่ร้ายป้ายสี


"การพุ่งเป้าผู้ต้องสงสัยไปที่กลุ่มใดเป็นพิเศษก็เป็นการตั้งประเด็นการสืบสวน ไม่ได้หมายความว่ากลุ่มที่ถูกพาดพิง คือ ผู้กระทำผิด รวมทั้งบุคคลที่ถูกเชิญมาสอบปากคำก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นผู้กระทำผิดเช่นกัน เพียงแต่เจ้าหน้าที่อยากทราบข้อมูลรายละเอียดจึงเชิญมาให้ข้อมูล เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำงานง่ายขึ้น" พล.ต.อ.สมยศ กล่าว