'องค์กรอิสระ'ฮึดสู้'คงอำนาจ'

'องค์กรอิสระ'ฮึดสู้'คงอำนาจ'

(รายงาน) "องค์กรอิสระ"ฮึดสู้"คงอำนาจ" จับตาทีมร่างรธน."ถอย-ลุย"

สภาพที่เกิดขึ้นขณะนี้กับ "องค์กรอิสระ" คือ หลายองค์กรเริ่มระส่ำระสาย เพราะบ้างก็จะถูก "ลดอำนาจ" บ้างก็กำลังจะถูก "ยุบรวม"


ระยะนี้จึงเห็น "องค์กรอิสระ" ที่กำลังจะได้รับผลกระทบจากการปฏิรูปโดยคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ "ดิ้นรน" เพื่อความอยู่รอด และหวังให้คงอำนาจ บทบาทหน้าที่ดังเดิมของตนเองไว้ต่อไป
องค์กรแรกที่กระทบกระเทือนอย่างหนักคือ "คณะกรรมการการเลือกตั้ง" หรือ "กกต."

เพราะมติของกมธ.ยกร่างฯ ที่ออกมา ลดอำนาจ กกต.ให้เหลือเพียงมีหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้งเท่านั้น ส่วนการจัดการเลือกตั้ง จะถูกโยกไปเป็นหน้าที่ของ "คณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง" หรือ กจต.ที่จะตั้งขึ้นมาใหม่


ส่วนอำนาจตัดสิทธิเลือกตั้ง(ใบแดง) ก็ถูกรีบไปให้ศาลทำหน้าที่แทน คงเหลือเพียงอำนาจการสั่งเลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง) ก่อนประกาศรับรองผลการเลือกตั้งเท่านั้น


กมธ.ยกร่างฯ อ้างว่า กกต.มีภาระหน้าที่มากมายในการดำเนินการเกี่ยวกับคดีทุจริตการเลือกตั้ง การให้ใบเหลือง-ใบแดง ขณะที่การจัดตั้ง "กจต." ขึ้นมา ก็เพื่อจะทำให้ระบบการเลือกตั้งมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ด้วยเหตุดังกล่าวทั้ง กกต.เอง หรืออดีต กกต. จึงออกมาวิพากษ์วิจารณ์มติของ กมธ.ยกร่างฯ อย่างหนัก ในทำนองไม่เห็นด้วย


ล่าสุด กกต.มีมติให้ทำจดหมายเปิดผนึกส่งถึงแม่น้ำ 5 สาย ทั้งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) และประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ตลอดถึงสมาชิก สนช. สมาชิก สปช. เพื่อแสดงท่าทีคัดค้านใน 3 ประเด็นคือ การให้มี กจต.ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งแทนกกต., การให้กกต. มีอำนาจเพียงให้ใบเหลือง โดยใบแดง เป็นอำนาจของศาล และการตัดอำนาจหน้าที่ของกกต.ในการส่งเสริมสนับสนุนการให้ศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับประชาธิปไตย


ขณะที่ในส่วนของ "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" ก็จะถูกยุบรวมเข้ากับ "คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ" (กสม.) ยกเป็น “ผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิของประชาชน” โดยอ้างว่าเพื่อประโยชน์ของประชาชน ในการเรียกร้องสิทธิได้ที่เดียว ไม่ต้องไปร้องถึง 2 ที่เหมือนในอดีตที่ผ่านมา และจะช่วยลดความซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้เร็วเพิ่มขึ้น


แต่มติของกมธ.ยกร่างฯ ดังกล่าว นอกจากจะถูกทั้่ง 2 องค์กรต่อต้านแล้ว ยังมี "ภาคประชาชน" ที่รวมตัวเคลื่อนไหวคัดค้านร่วมด้วย


อมรา พงศาพิชญ์ ประธาน กสม.บอกว่า กสม.มีมติจะส่งจดหมายถึงถึงผู้ที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย ประธาน กมธ.ยกร่างฯ, ประธาน สปช., ประธาน สนช., หัวหน้าคสช. และคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ทบทวนมติการควบรวมทั้ง 2 องค์กรดังกล่าว โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อการทำหน้าที่ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชน เพราะอำนาจหน้าที่และเจตนารมณ์ในการตรวจสอบเรื่องร้องเรียน 2 องค์กรแตกต่างกัน หากควบรวมจะทำให้ประชาชนเสียโอกาสและทางเลือกในการยื่นเรื่องร้องเรียน เพราะจะเหลือเพียงช่องทางเดียว


นอกจากนั้นทั้ง 2 องค์กรยังมีโครงสร้างที่แตกต่างกัน ซึ่งหากควบรวมจะมีปัญหาในการบริหารจัดการองค์กร ทั้งเรื่องบุคคล และงบประมาณ ขณะเดียวกัน บทบาทการส่งเสริมเรื่องสิทธิมนุษยชนขององค์กรใหม่ที่จะตั้งขึ้นก็ยังไม่ชัดเจน และอาจถูกลดทอนความสำคัญลงได้ เพราะมีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบของกรรมการ 11 ด้าน จึงไม่สอดคล้องกับการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนตามหลักการปารีส หากเกิดการควบรวมก็จะทำให้ประชาคมโลกตั้งคำถามการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนไทยว่ายังคงเดิมอยู่หรือไม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลมากยิ่งขึ้น


นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แสดงความเห็นเช่นกันว่า การควบรวมจะทำให้เกิดปัญหาการทำงานมากกว่าเสริมประสิทธิภาพ ขณะที่ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 2540 ให้แยก 2 องค์กรเพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการยื่นเรื่องร้องเรียน และอยากให้การทำงานแยกส่วนกัน


ด้านปฏิกิริยาของ "ภาคประชาชน" นั้น เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตัวแทนสมาคม มูลนิธิและเครือข่ายด้านสิทธิเสรภาพของประชาชน จำนวน 30 องค์กร อาทิ สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.), สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.), มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค นำโดย นายจาตุรงค์ บุญยรัตนสุนทร ประธาน สสส. และน.ส.บุญยืน ศิริธรรม ก็ได้ส่งตัวแทนเข้ายื่นหนังสือต่อ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเรียกร้องให้ทบทวนการควบรวมผู้ตรวจการฯ และ กสม.เข้าไว้ด้วยกัน


โดย"ภาคประชาชน" เห็นว่า หลักการของการมีองค์กรทั้ง 2 ขัดแย้งกัน และการทำงานก็มีส่วนที่แตกต่างกัน เช่น เมื่อมีการร้องเรียนของประชาชน ก็ร้องเรียนไปได้ทั้ง 2 องค์กร แต่หลักเกณฑ์การตรวจสอบแตกต่างกัน คือ กสม.จะตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ และตรวจสอบได้ถึงระดับนโยบาย


สุริยะใส กตะศิลา อาจารย์คณะนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และผอ.สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) ระบุา การควบรวม กสม.กับผู้ตรวจการฯ จะเป็นการตัดช่องทางร้องทุกข์ของประชาชนให้แคบลง รวมถึงการตรวจสอบอำนาจรัฐจะมีความละเอียดน้อยลง แม้ว่าทั้ง 2 องค์กร จะทำหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนคล้ายกันในบางกรณีได้ แต่วัตถุประสงค์และเป้าหมายในการตรวจสอบข้อร้องเรียนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กสม.จะเน้นการตรวจสอบสอบการละเมิดสิทธิและคุ้มครองส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ส่วนผู้ตรวจการฯ จะเน้นการตรวจสอบการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับ


สุริยะใส บอกว่า ที่ผ่านมาแม้ทั้ง 2 องค์กรจะมีปัญหาในการทำงาน ก็ควรหาวิธีปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเขตอำนาจที่ไม่ทับซ้อนกัน จึงอยากให้กมธ.ยกร่างฯ ได้ทบทวนมติดังกล่าว รับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย การยุบทิ้งเป็นเรื่องไม่ยาก แต่การสร้างองค์กรให้ได้รับการยอมรับนั้นเป็นเรื่องยากต้องใช้เวลา เพราะต้องมีกระบวนการทบทวนปรับปรุงพัฒนาอยู่ตลอดเวลา


สำหรับประเด็นในลักษณะปลีกย่อยที่ก่อใหเกิดปัญหาและความขัดแย้ง แทนที่จะมุ่งปฏิรูปหรือเดินหน้าประเด็นใหญ่ๆ ที่ส่งผลดีต่อประเทศในช่วงเวลาจำกัดที่ คสช.มีอำนาจนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้เคยหยิบยกมอบเป็นนโยบายให้ทั้ง สปช. สนช. และกมธ.ยกร่างฯ ไปแล้ว ในการประชุม แม่น้ำ 5 สาย เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา 

แต่แนวปฎิบัติที่ คสช. มอบเป็นนโยบายไปนั้น จะได้รับการขานรับจากองค์กรที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ "กมธ.ยกร่างฯ" จะยอม "ถอย" หรือ "เดินหน้าต่อ" ต้องจับตาดูกันต่อไป

......

3เหตุผล"กกต."ค้านลดอำนาจ
คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีมติคัดค้านการลดอำนาจ 3 ประเด็นดังนี้
1.การให้มี กจต.ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งแทน กกต.เห็นว่า การจัดการเลือกตั้งจนถึงการประกาศผลการเลือกตั้งควรมีหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเพียงหน่วยงานเดียว การแยก "ผู้ควบคุมการเลือกตั้ง" กับ "ผู้จัดการเลือกตั้ง" ออกจากกันไม่ใช่หลักสากลที่นานาอารยประเทศยอมรับ
กว่า 90% ของประเทศต่างๆ ทั่วโลกกำหนดให้ กกต.เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งทั้งระบบ การให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ภายใต้กำกับดูแลของฝ่ายการเมืองที่สามารถให้คุณให้โทษแก่ข้าราชการประจำได้มาทำหน้าที่เป็น กจต. อาจส่งผลให้ขาดความเป็นอิสระ เกิดความสงสัยในความเป็นกลางทางการเมืองของผู้ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง


2.กรณีให้ กกต.มีอำนาจเพียงให้ใบเหลือง เฉพาะในช่วงก่อนการประกาศผลการเลือกตั้ง โดยให้การใบแดงเป็นอำนาจของศาลนั้น เห็นว่าควรคงอำนาจใบเหลืองและใบแดงก่อนการประกาศผลการเลือกตั้งไว้ที่ กกต. เนื่องจากการพิจารณาให้ใบแดงของศาลต้องใช้เวลา ทำให้เกิดช่องว่างทำให้ผู้กระทำผิดสามารถเข้าไปทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติหรือด้านบริหารได้ก่อนที่ศาลจะวินิจฉัย เช่น การเข้าไปเลือกผู้นำประเทศ การตรากฎหมาย สร้างความเสียหายแก่ประเทศ


ขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดช่องให้ผู้กระทำผิดกลายเป็นผู้มีอำนาจทางการเมือง สามารถใช้อิทธิพลข่มขู่พยานเพื่อประโยชน์ของตนในการชนะคดีเลือกตั้ง การให้ กกต.มีอำนาจเพียงสั่งเลือกตั้งใหม่ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง ทำให้ผู้สมัครที่มีทุนมากกว่าได้เปรียบ เพราะพร้อมที่จะแข่งขันในการเลือกตั้งใหม่โดยไม่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ตาม จึงไม่เป็นการส่งเสริมให้การเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม
3.การตัดอำนาจหน้าที่ของ กกต.ในการส่งเสริม สนับสนุน ประสานงานกับหน่วยราชการ ในการให้การศึกษาแก่ประชาชน เห็นว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากกระบวนการส่งเสริมและให้การศึกษาถือเป็น "กระบวนการต้นน้ำ" สำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตยและความเข้มแข็งของสังคม

...............

กสม.ยก4เหตุผลค้านรวมผู้ตรวจฯ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ออก 4 เหตุผลคัดค้านการยุบรวมเข้ากับผู้ตรวจการแผ่นดิน คือ
1.อำนาจหน้าที่ของ กสม.กับผู้ตรวจการฯ มีความแตกต่างกัน โดย กสม.ทำหน้าที่ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชน การควบรวมองค์กรจึงมีผลเป็นการสร้างองค์กรกลุ่มขึ้นใหม่ที่รวมอำนาจหน้าที่ของ กสม.ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นการเฉพาะให้ไปทำหน้าที่ในส่วนของผู้ตรวจการฯด้วย จึงย่อมส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชน


2.ตามหลักการปารีส สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติต้องมีพ.ร.บ.เฉพาะไม่ว่าจะเป็นพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญหรือพ.ร.บ.ก็ตาม ล้วนแต่ตราขึ้นโดยองค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติโดยมีสภาพบังคับเป็นกฎหมายในระดับเดียวกัน ทั้งนี้ เพื่อดำเนินงานด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง และประกันความเป็นอิสระรวมทั้งความยั่งยืนขององค์กร


3.การควบรวมองค์กรทำให้ความต่อเนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ของ กสม.เวทีระหว่างประเทศในกรอบความร่วมมือต่าง ๆ ได้รับผลกระทบ เนื่องจากมีความเปลี่ยนแปลงภายใต้ชื่อขององค์กรใหม่ หรืออำนาจหน้าที่ของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ระบุไว้ในหลักการปารีสที่อาจเปลี่ยนแปลงไปจากการควบรวมดังกล่าว


4.ข้อควรคำนึง/ข้อพิจารณาว่าด้วยมาตรการที่จะให้การดำเนินงานของ กสม.เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล ตามที่รัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) 2557 มาตรา 35 วรรคสอง บัญญัติให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาถึงความจำเป็นและความคุ้มค่าที่ต้องมีองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือองค์กรที่ก่อตั้งโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่จำเป็นต้องมีให้พิจารณามาตรการที่จะให้การดำเนินงานขององค์กรดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลด้วย