ภารกิจปราบปรามยาเสพติดเป็นอีกงานอันแสนท้าทาย"พล.อ ไพบูลย์"เพราะระยะหลังศูนย์กลางในการสั่งการซื้อขายยาเสพติดอยู่ใน"คุก"
สำหรับพล.อ. ไพบูลย์ มีนโยบายในการแก้ไขปัญหายาเสพติด เน้นการบำบัด ฟื้นฟู ขัดเกลาผู้กระทำความผิด ฝึกอาชีพ เพื่อกลับคืนสู่สังคม และรัฐมนตรียุติธรรม ยังเห็นว่า การใช้วิธี "นับจำนวนเม็ดยาบ้าของกลาง มาก-น้อย ในคดี" ที่ยึดได้ เพื่อแยกว่า ใครเป็นนักค้ายาเสพติดรายใหญ่หรือรายย่อยหรือผู้เสพ ไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง เพราะหลายครั้งที่จับผู้ต้องหาค้ายาเสพติดได้พร้อมของกลางยาบ้ากว่าล้านเม็ด ปรากฏว่าผู้ต้องหาที่ถูกจับได้ก็เป็นเพียง " แรงงานด้านยาเสพติด" เป็นคนรับจ้างขนยาเสพติดเท่านั้น ไม่ใช่นายทุน นักค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง
รมว.ยุติธรรม ยังเห็นว่า ควรดูจากพฤติกรรมในคดีและเส้นทางการเงินมากกว่าในการแยกว่าคดีใด ผู้ต้องหาเป็นนักค้ายาเสพติดรายใหญ่หรือรายย่อยเพื่อแยกการควบคุม คุมขัง ระหว่างนักโทษค้ายาเสพติดรายใหญ่และรายย่อย เพื่อไม่ให้มีปฏิสัมพันธ์กัน อันอาจทำให้นักค้ายาเสพติดรายย่อยยกระดับเป็นนักค้ายาเสพติดรายใหญ่
สำหรับ "นักค้ายาเสพติดรายใหญ่ " ก็จะมุ่งเน้นให้รับโทษทัณฑ์แต่อย่างเดียว ส่วนนักค้ายาเสพติดรายย่อย นอกจากการรับโทษแล้ว จะเน้นในเรื่องการขัดเกลา ฝึกอาชีพ เพื่อกลับคืนสู่สังคม
สำหรับสาเหตุที่เรือนจำหรือคุก เป็นศูนย์กลางในการสั่งการซื้อขายยาเสพติด ก็เพราะนักโทษคดียาเสพติด มีมากถึง 70 % ของจำนวนผู้ต้องขังทั่วประเทศ
จากสถิติจำนวนผู้ถูกดำเนินคดีในคดียาเสพติดทั่วประเทศ สำรวจ ณ วันที่ 1 มกราคม 2558 มีดังนี้
นักโทษเด็ดขาด เป็นชาย 148,809 คน หญิง 30,367 คน รวม 179,176 คน
ผู้ต้องขังระหว่าง อุทธรณ์-ฎีกา ,ไต่สวน-พิจารณา,สอบสวน เป็นชาย 38,619 คน หญิง 6,980 คน รวม 45,599 คน เยาวชนที่ฝากขัง เป็นชาย 20 คน หญิง 3 คน รวม 23 คน ผู้ต้องกักขัง เป็นชาย 2,898 คน หญิง 605 คน รวม 3,503 คน รวมจำนวนผู้ถูกดำเนินคดียาเสพติดทั้งหมด เป็นชาย 190,346 คน เป็นหญิง 37,955 คน รวม 228,301 คน คิดเป็น 70.17 เปอร์เซ็นต์ของผู้ต้องขังทั้งหมด
อย่างไรก็ตามแนวคิดของ พล.อ. ไพบูลย์ ที่ไม่ต้องการให้นับจำนวนเม็ดยาเสพติดของกลางมาก-น้อย ที่ยึดได้ เพื่อแยกว่าใครเป็นนักค้ายาเสพติดรายใหญ่ -รายย่อย เพราะเห็นว่าไม่ใช่ตัวชี้วัดที่แท้จริงเนื่องจากหลายครั้งจับยาบ้าของกลางได้จำนวนมาก แต่ผู้ต้องหาก็เป็นเพียงผู้รับจ้างขนยาเสพติด ไม่ใช่นายทุน ซึ่งเป็นนักค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่แท้จริงนั้น
กลับมีการมองต่างมุมจาก ศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา ที่มองว่า ผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่สมควรนำไปบำบัดฟื้นฟู คือ ผู้เสพ ซึ่งถือว่าเป็น " ผู้ป่วย" เท่านั้น ส่วนผู้ค้ายาเสพติด ไม่ว่ารายใหญ่ รายย่อย ต้องเน้นการลงโทษเพื่อจะได้เข็ดหลาบไม่กลับไปทำผิดอีก ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหายาเสพติดวิธีหนึ่ง
เขา ยังเห็นว่า ผู้ค้ายาเสพติด ผู้รับจ้างขนยาเสพติด เป็นคนที่เห็นแก่ตัวหวังเพียงกำไรจากขายยาเสพติด ไม่สนใจผลกระทบที่เกิดกับสังคม เยาวชน เศรษฐกิจ และประเทศชาติ แต่ถ้าไปมองว่า คนเหล่านี้ยากจนจึงไปรับจ้างขนยาเสพติด รู้สึกสงสาร มองว่าเจตนาทำผิดน้อยกว่าพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ อย่างนี้เป็นการมองที่ผิด เพราะหากมองเช่นนั้น ต่อไปก็จะมีการใช้คนยากจน คนที่มีภาวะทางเศรษฐกิจต่ำ ขนยาเสพติดกันหมด พวกนายทุนค้ายาเสพติด ไม่ลงมือขนเองแน่ เปิดทางให้ผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ค้ายาเสพติดสบาย และผู้ต้องหาที่ถูกจับได้พร้อมของกลางยาเสพติดจำนวนมาก ทุกคนก็จะบอกว่าเป็นแค่ "คนรับจ้างขน" กันหมด เพื่อหวังว่าตัวเองจะได้ถูกแยกดำเนินคดีว่าเป็นผู้ค้ารายย่อย ต่อไปก็จะมีคนรับจ้างขนยาเสพติด เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะเห็นว่าหากถูกจับได้ก็ไม่ต้องรับโทษหนัก
"ถามว่าพวกรับจ้างขนยาเสพติด ต้องรับผิดชอบต่อสังคมหรือเปล่า ได้ค่าจ้างขนยาฯครั้งละ 20,000-30,000 บาท เห็นแก่เงิน โดยไม่สนใจว่าจะเกิดความเสียหายต่อสังคมประเทศชาติอย่างไร ในขณะที่ผู้ใช้แรงงานที่ทำงานสุจริตได้ค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท ผมเห็นว่าการใช้วิธีนับจำนวนยาเสพติดของกลาง มาก-น้อย เพื่อแยกว่าเป็น " ผู้เสพ -พ่อค้ารายย่อย- รายใหญ่ " เพื่อจะได้ลงโทษหนัก- เบา ตามจำนวนยาเสพติดของกลางนั้น ค่อนข้างดีอยู่แล้วในการปราบปรามให้คนรู้สำนึกไม่ทำผิดและรับผิดชอบต่อสังคม"
นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา มองว่า การจะนำผู้รับจ้างขนยาฯหรือผู้ค้ารายย่อย เข้าสู่การขัดเกลานั้น น่าสังเกตุว่าผู้ขนส่งยาฯเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดยาเสพติดในลักษณะที่ต้องการค่าตอบแทน ขณะที่วัตถุประสงค์การค้ายาฯของนายทุน คือต้องการได้เงินเร็ว ดังนั้นแรงจูงใจกระทำเพื่อเงินค่าตอบแทน ที่ต่างจากผู้เสพ ที่เขาจะเสพติดยาฯซึ่งการบำบัดฟื้นฟูอาจจะเห็นผลได้ชัดเจนมากกว่าสำหรับผู้เสพ โดยที่การค้ายาเสพติดนั้น ถือเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นนายทุนผลิต หรือการรับจ้างขนยาฯ จึงต้องถามเช่นกันว่าการแยกแยะกลุ่มผู้ค้ายาฯเพื่อขัดเกลาจะเป็นไปได้เพียงใดในการแก้ปัญหายาเสพติด ขณะที่ต่างประเทศมุ่งเน้นการตรวจสอบเส้นทางการเงินและยึดทรัพย์จริงจังในกระบวนการผู้ค้ายาฯ
เช่นเดียวกับผู้พิพากษาท่านหนึ่ง มองว่า หากพิพากษาคดีแล้วซึ่งตามกฎหมายให้ลงโทษหนักกับผู้ค้ายาฯ แต่ในการคุมขังอาจจะมีแยกแยะกลุ่มผู้ต้องโทษเพื่อกันไม่ให้เข้าสู่เครือข่าย อาจจะเป็นไปได้มากกว่า แต่การจะแยกแยะว่ากลุ่มใดเป็นเพียงแค่ผู้ค้ายาฯรายย่อย นายทุนค้ายาฯรายใหญ่นั้น ก็ไม่ง่ายนัก เพราะต้องพิจารณาจากหลายส่วนทั้งจำนวนที่ครอบครองตามกฎหมายกำหนด และพฤติการณ์แห่งคดี
"แนวคิดขัดเกลา ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจแต่ทางปฏิบัติไม่ง่ายที่จะดำเนินได้กับกลุ่มผู้ค้ายาฯ เพราะอาจต้องระวังที่กลุ่มผู้ค้ายาฯ จะอาศัยช่องทางนี้ในการกระทำผิด โดยสร้างพฤติการณ์เป็นเพียงผู้รับจ้างขนส่ง เพื่อหลีกเลี่ยงในการรับโทษ "
นายจิตรนรา นวรัตน์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดียาเสพติด กล่าวว่า การจับกุมคดียาเสพติดโดยใช้ปริมาณยาฯเป็นตัวบ่งบอกนั้น เช่น ยาบ้า กฎหมายปัจจุบันกำหนดว่า หากมีไว้ครอบครอง 15 เม็ดขึ้นไปจะถือว่าครอบครองไว้เพื่อจำหน่ายนั้น ก็เป็นการกำหนดแบบข้อสันนิษฐานเพื่อให้ปริมาณเป็นตัวบ่งบอกไว้เบื้องต้น โดยยังไม่ต้องพิสูจน์อะไรมากนัก ซึ่งการกำหนดปริมาณยาฯ ถือว่ามีความสำคัญระดับหนึ่ง เพราะระบบการค้ายาเสพติดนั้น ทุกขั้นตอนสัมพันธ์เชื่อมโยง ทำกันเป็นระบบฟันเฟือง ไม่ใช่แค่ผู้ผลิต หรือผู้ค้ารายใหญ่ กระบวนการของนายทุนผู้ผลิตยาฯจะสำเร็จได้ คือ การกระจายถึงผู้ใช้ ที่มีขั้นตอนเหมือน " มาร์เก็ตติ้ง"
"ดังนั้นจะมองเพียงว่าเป็นผู้ค้ารายเล็ก รายใหญ่ คงไม่ได้เพราะกลุ่มผู้ค้ารายย่อย หรือผู้รับจ้างส่งยาฯ คือหนึ่งในฟันเฟืองที่ทำให้กลไกการค้ายาสำเร็จ โดยมีการนำยาเสพติดที่ผลิต ซึ่งอาจจะถูกเก็บไว้ตามตะเข็บชายแดน เพื่อมากระจายส่งให้ผู้เสพที่อยู่ชั้นในเมือง เพราะหากมียา 1 ล้านเม็ดแล้ว แต่ไม่มีกลุ่มผู้ค้ารายย่อย ก็เหมือนไม่มีช่องทางการขาย ทำให้การค้ายาเสพติดไม่สำเร็จ หากจะแก้ไขปัญหายาเสพติด จึงอยากให้มองภาพรวมด้วยว่า ทุกส่วนที่อยู่ระบบค้ายาฯ ไม่ว่าจะผู้รับจ้างขน ผู้ค้ารายย่อย รายใหญ่ มีบทบาทที่ทำให้มีการกระจายยาฯสำเร็จถึงผู้เสพทุกคน ดังนั้นตามกฎหมาย จึงได้มีการกำหนดปริมาณยาไว้ให้เป็นตัวบ่งบอกด้วย เพราะเราสามารถรับรู้ได้ว่า ในกลุ่มผู้เสพจะมียาไว้ครอบครองเพื่อเสพจำนวนไม่มาก หากเก็บยาไว้จำนวนมากย่อมแสดงให้เห็นว่าจะมีไว้เพื่อจำหน่ายด้วย การใช้ปริมาณเป็นตัวตั้ง จึงมีประโยชน์ในการดำเนินคดี ลดภาระการสืบพยาน และการป้องปราม ดังนั้นที่กลไกการตลาดต้องอาศัยผู้ค้ารายย่อย จะถูกปราบปราม ทำให้การกระจายยาฯถึงมือผู้เสพได้ลำบากขึ้น”นายจิตรนรา กล่าว
นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ กล่าวว่า ทุกวันนี้คนที่ถูกจับเพราะรับจ้างขนยาบ้าก็รู้อยู่ก่อนลงมือแล้วว่า โทษฐานค้ายาเสพติดหนักแค่ไหน ถ้าเราไปมองว่าคนเหล่านี้แค่เป็นคนรับจ้างเป็นแรงงานด้านยาเสพติด ไม่ใช่นายทุนนักค้ายาเสพติดรายใหญ่ แล้วไปปราณี ต่อไปก็จะมีคนมารับจ้างขนยาบ้ากันเยอะไปหมด นายทุนจะไม่เข้ามาขนยาฯเอง
"การที่มองว่า ผู้รับจ้างขนยาฯ ไม่ใช่นักค้ายาเสพติดรายใหญ่ แล้วนำไปขัดเกลา ฝึกวิชาชีพในเรือนจำ แล้วปล่อยตัวออกมานั้น เท่ากับว่า กำลังปล่อยคนร้ายเข้าสู่สังคม เพราะว่า เคยได้เงินง่าย ได้เยอะด้วยซึ่งความโลภไม่เคยหยุดง่าย การใช้วิธีนับจำนวนยาบ้าของกลางมากน้อยเพื่อแยกว่าเป็น “ผู้เสพ-พ่อค้ารายย่อย-รายใหญ่" จึงถูกต้องแล้ว





