พาเหรดฟุตบอลประเพณี "จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์" ล้อการเมือง วุ่น หลังทหารปิดประตูไม่ให้เข้าสนาม
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการแข่งขันฟุตบอลประเพณี "จุฬาฯ - ธรรมศาสตร์" ครั้งที่ 70 ซึ่งปีนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ร่วมกันจัดงานภายใต้แนวคิด 'รู้รับ รู้ให้ มุ่งไปด้วยกัน สองสถาบัน สมานฉันท์เพื่อชาติ' โดยเมื่อเวลาประมาณ 14.00น. ซึ่งเป็นเวลาที่เริ่มปล่อยขบวนพาเหรดของทั้ง 2 สถาบันเข้าสู่สนาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่ขบวนพาเหรดล้อการเมืองของทางฝั่งจุฬาลงรณ์มหาวิทยาลัยทยอยเข้าสู่สนามจนหมด และกำลังจะถึงคิวของทางฝั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขบวนต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงได้ปิดประตูเข้าสนามอย่างกะทันหัน จนทำให้นักศึกษาหลายคนแสดงความไม่พอใจ และขอเจรจากับเจ้าหน้าที่ โดยภายหลังการเจรจา เจ้าหน้าที่ยืนยันไม่อนุญาตให้นำป้ายที่มีข้อความเเสดงความเห็นทางการเมือง เข้ามาแสดงภายในสนามและขอเก็บป้ายผ้าทั้งหมด โดยอนุญาตให้เพียงหุ่นล้อการเมืองเท่านั้น
โดยหุ่นล้อการเมืองของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทั้งหมด สามารถผ่านเข้าไปได้ ซึ่งส่วนใหญ่เน้นการวิจารณ์ค่านิยมของคนไทยในยุคโลกออนไลน์ ขณะที่ขบวนล้อการเมืองของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ทำเซอร์ไพรส์โดยการเปิดภาพที่แสดงให้เห็นถึงการวิจารณ์ค่านิยม12ประการหรือการวิจารณ์รายการคืนความสุขสร้างเสียงปรบมือเป็นจำนวนมาก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อขบวนพาเหรดของกลุ่มล้อการเมือง ปรากฏตัวขึ้นก็ได้รับความสนใจจากผู้ชมโดยในแถลงการณ์ของกลุ่มอิสระล้อการเมือง ได้ระบุถึงความจำเป็นที่ยังมีการจัดกิจกรรมล้อการเมืองในปีนี้ว่าถึงแม้ว่าหลายๆคนจะบอกให้งดแสดงความเห็นทางการเมืองเพราะอยู่ในสถานการณ์ไม่ปกติ แต่เป็นเพราะผู้คนมากมายที่รอดูและตั้งความหวังว่าล้อการเมืองจะมีเหมือนเช่นทุกปีซึ่งถ้าหากขาดไป คงจะถูกผู้ชมและคนทั่วไปตั้งคำถามมากมายเป็นอย่างมาก ดังนั้น ล้อการเมืองในปีนี้ ได้มีการปรับรูปแบบใหม่ซึ่งเป็นการชี้ประเด็นให้ทีมปฏิรูปได้เห็นปัญหาเพื่อจะได้ร่วมกันแก้ปัญหาได้ถูกจุด ซึ่งทางกลุ่มฯ ขอเป็นกำลังใจให้คณะปฏิรูปชุดนี้และอยากให้ฟังเสียงของกลุ่มฯ ด้วย จากนั้น ทางกลุ่มล้อการเมือง ได้เดินขบวนนำหุ่นเข้ามาในสนามจำนวน 5 ตัวตามลำดับ คือ 'Corrupt ท่าน' 'คู่จิน WIN ยกแก๊งค์' 'THAILAND FARM' 'ข้า'นิยมสิบสองประการ และ 'โฆษณาชวนเชื่อ(ง)'
โดยหุ่นตัวแรก 'Corruptท่าน'ตัวหุ่นเป็นรูปผู้ชายสวมชุดครุยวิชาชีพด้านกฎหมาย มือหนึ่งถือตราชั่ง แต่อีกมือหนึ่งเอาดาบมาแทงตัวเองแสดงถึงปัญหาความไม่ชัดเจนในอำนาจของฝ่ายตุลาการซึ่งทำให้เกิดข้อถกเถียงอย่างมากมายนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมไทยในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้น เมื่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและสภาปฏิรูปแห่งชาติได้มีแนวทางที่ชัดเจนในเรื่องการเขียนเขตอำนาจหน้าที่ของแต่ละฝ่ายโดยเฉพาะการนำอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคดีและตัดสิทธิผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.ซึ่งเดิมเป็นอำนาจของ กกต. ให้มาเป็นอำนาจขององค์กรตุลาการถือเป็นสิ่งที่ต้องติดตามว่าจะมีความชัดเจนเพียงพอหรือไม่ที่จะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอย่างที่เคยเป็นมา
ต่อมาหุ่น 'คู่จิน WIN ยกแก๊งค์' ตัวหุ่นเป็นรูปชายหญิงอยู่ในร่างเดียวกันโดยเท้าเหยียบไปที่เครื่องบินและมืออุ้มไปที่รถทัวร์ สื่อความหมายว่า ไม่ว่าใครจะมานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมไม่ว่าจะเป็นพลเรือนหรือทหาร ก็จะมีคู่หูคู่หนึ่งคือ 'เจ้าแม่ขนส่งทางบก' และ 'เจ้าพ่อขนส่งทางอากาศ' คอยกำกับการวางแผนนโยบายขนส่งของประเทศไทยอยู่เสมอมาท่ามกลางการตั้งคำถามของประชาชนทั้งในเมืองหลวงและต่างจังหวัดว่าความเดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นนั้นจะได้รับการเอาใจใส่ใจเท่ากลุ่มผลประโยชน์ต่างๆที่อยู่รายล้อมตัวรัฐมนตรีหรือไม่
ทางด้าน หุ่น 'THAILAND FARM'ตัวหุ่นเป็นรูปหมูที่อ้วนท้วนสมบูรณ์นั่งอยู่บนบัลลังก์ โดยมีสัตว์ต่างๆที่ผอมโซ อยู่บนฐานราก สื่อความหมายว่าสื่อมวลชนควรสนใจประเด็นปัญหาความเหลื่อมล้ำของสังคมที่เป็นฉากหนึ่งของสังคมไทยที่เต็มไปด้วยช่องว่างระหว่างชนชั้นซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนๆ มากกว่าสนใจแต่เพียงประเด็นของบุคคลบางกลุ่มที่แสดงสัญลักษณ์เพื่อเรียกร้องเสรีภาพซึ่งการแก้ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นภาระของอนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการร่างฯเพื่อเป้าหมายในการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมซึ่งทางกลุ่มฯ ก็ขอเอาใจช่วย
ส่วน หุ่น 'ข้า'นิยมสิบสองประการ นั้น สื่อความหมายว่าในเมื่อการสร้างคน อยู่บนพื้นฐานของการให้ท่องจำแต่ยังขาดแนวปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ทางกลุ่มฯ
จึงมีความคิดเห็นที่อยากให้ทาง สปช. ด้านการศึกษา ฝ่ายการเมืองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปฎิรูปคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาลต้องวางโครงสร้างและพันธกิจ ของ 'สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ'ให้เป็นเสาหลักในการปฏิรูปค่านิยมให้เกิดประสิทธิผลได้
สุดท้าย 'โฆษณาชวนเชื่อ(ง)' แสดงให้เห็นว่าวิกฤตทางการเมืองที่ผ่านมา สื่อก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ปลูกฝังสร้างเสริมทัศนคติ ต่อปรากฏการณ์ต่างๆ
ซึ่งการชี้นำเพื่อยัดเยียดข้อมูลเพียงด้านเดียวและปิดกั้นการเข้าถึงชุดข้อมูลอื่นๆอาจจะขัดขวางต่อการเติบโตของประเทศและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน ดังนั้น
ทางกลุ่มเสนอให้สมาชิก สปช. ด้านสื่อสารมวลชนได้ออกแบบการมีส่วนร่วมให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้เข้าถึงโดยสร้างแนวทางจูงใจให้ผู้คนที่เห็นต่างได้ลองแลกเปลี่ยนรับสารของอีกกลุ่มเพื่อลดความขัดแย้งและเดินหน้าปรองดองกัน





