วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กระจายอำนาจและบริหารท้องถิ่นตั้ง'สมัชชาพลเมือง'

กมธ.ยกร่างรธน.เคาะหมวด 7 การกระจายอำนาจและการบริหารส่วนท้องถิ่น เสนอตั้งสมัชชาพลเมืองช่วยประชาชน

นายคำนูญ สิทธิสมาน และนายวุฒิสาร ตันไชย โฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ร่วมกันแถลงว่า ที่ประชุมคณะกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งที่ 45 มีการพิจารณาในภาคที่ 2 ว่าด้วยเรื่อง ผู้นำการเมืองที่ดี และ สถาบันการเมืองหมวด 7 การกระจายอำนาจและการบริหารส่วนท้องถิ่น ต่อจากวันที่ 5 ก.พ. ที่พิจารณาเสร็จไป 1 มาตรา และในวันนี้ (6 ก.พ.)มีการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 6 มาตรา ในหมวด 7 ที่เหลือตั้งแต่มาตรา ที่ 1-6

นายวุฒิสาร กล่าวว่า การแก้ไขในหมวดการกระจายอำนาจ เน้นการสร้างความหลากหลายในการทำงานมากกว่ารัฐธรรมนูญมากกว่าที่ผ่านมา เพิ่มอำนาจให้องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นสามารถดูแลประชาชน สำหรับในส่วนมาตราที่ถูกแก้ไข ได้แก่ในมาตราที่ 1 ระบุว่า เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการให้เป็นไปตามหมวดนี้ ให้มีประมวลกฎหมาย ท้องถิ่น โดยต้องให้มีการกระจายอำนาจที่เพิ่มขึ้น มีหน่วยงานรับผิดชอบการกระจายอำนาจที่เป็นเอกภาพ สามารถดำเนินการให้การกระจายอำนาจเป็นผลสำเร็จ มีการจัดสรรภาษีและรายได้ระหว่างรัฐกับองค์กร บริหารท้องถิ่นที่เหมาะสมกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรบริหารท้องถิ่นแต่ละประเภท และมีระบบตรวจสอบ และประเมินผลการกระจายอำนาจ

นายวุฒิสาร กล่าวว่า ส่วนการแก้ในมาตราที่ 2 ว่าองค์กรบริหารท้องถิ่น ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำบริการสาธารณะและสร้างความมั่นคงและ เข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น ย่อมมีอำนาจหน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะ อย่างน้อยต้องมีอำนาจหน้าที่ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น การสาธารณูปโภคและ สาธารณูปการ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม การพัฒนาเศรษฐกิจ พื้นฐาน การศึกษาอบรม และการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น องค์กรบริหารท้องถิ่น

นายวุฒิสาร กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องบริหารงานให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล และมีความเป็นอิสระในการกำหนด นโยบาย การบริหาร การจัดบริการสาธารณะ การบริหารงานบุคคล และการคลัง โดยต้องคำนึงถึง ดุลยภาพระหว่างความเป็นอิสระและมีมาตรฐาน ความสอดคล้องกับการพัฒนาของจังหวัด ภาคและประเทศเป็น ส่วนรวม องค์กรบริหารท้องถิ่นต้องมีขนาดและศักยภาพที่เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อตอบสนองต่อความ ต้องการของประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยสามารถจัดทำบริการ สาธารณะได้ในรูปแบบที่หลากหลาย สามารถสร้างความร่วมมือกับทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชา สังคมได้ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าเป็นประโยชน์ และให้บริการประชาชนอย่างทั่วถึง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

นายวุฒิสาร กล่าวว่า สำหรับมาตราที่ 3 นั้นได้มีการแก้ไขโดยระบุว่า การกำกับดูแลองค์กรบริหารท้องถิ่นต้องกระทำตามกฎหมายเท่าทที่จำเป็นและ ต้องเป็นไปเพื่อการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นหรือประโยชน์ของประเทศเป็นส่วนรวม และ เป็นหลักประกันให้แก่ประชาชนจากการใช้อำนาจขององค์กรบริหารท้องถิ่น เหมาะสมกับรูปแบบขององค์กร บริหารท้องถิ่นและจะกระทบกับหลักความเป็นอิสระขององค์กรบริหารท้องถิ่นมิได้

ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งในส่วนของการกำกับดูแลนั้น รัฐอาจทำดังต่อไปนี้ 1.กำหนดมาตรฐานให้องค์กรบริหารท้องถิ่น ปฏิบัติและติดตามตรวจสอบให้เป็นไปตามมาตรฐานนั้น 2. ทำสัญญาแผนระหว่างรัฐ ราชการส่วนภูมิภาค และองค์กรบริหารท้องถิ่น 3.ส่งเรื่องให้ศาลปกครองพิจารณาวินิจฉัยว่ากฎคำสั่ง มติ หรือการกระทำใด ของผู้บริหารท้องถิ่น สภาท้องถิ่น หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น เป็นไปโดยมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายและ 4. การอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ

มาตราที่ 4 โดยแก้ไขให้ระบุว่า ประชาชนหรือชุมชนย่อมมีสิทธิส่วนร่วมในการบริหารงานขององค์กร บริหารท้องถิ่น ในการกำหนดรูปแบบขององค์กรบริหารท้องถิ่น การเปลี่ยนแปลงเขตการปกครองท้องถิ่น การบริหารงานท้องถิ่น การออกเสียงประชามติระดับท้องถิ่น การตรวจสอบการดำเนินงาน การถอดถอนสมาชิก สภาท้องถิ่น คณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือการเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น

ทั้งนี้ ตามที่ กฎหมายบัญญัติองค์กรบริหารท้องถิ่น มีหน้าที่ต้องส่งเสริมมีส่วนร่วมของประชาชน อย่างน้อยต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร รายงานผลการดำเนินงาน และรายงาน งบการเงินและสถานการณ์การคลังท้องถิ่นให้ประชาชนทราบ ส่งเสริมสมัชชาพลเมือง รวมทั้งต้องจัด ให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจ ในการดำเนินงานที่มีผลกระทบต่อประชาชน

นายวุฒิสาร กล่าวด้วยว่า ตามที่กฎหมายบัญญัติ เพื่อประโยชน์ในการมีส่วนร่วมของประชาชนตามมาตรานี้พลเมืองอาจรวมกันเป็น สมัชชาพลเมืองซึ่งประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากองค์ประกอบที่หลากหลายจากพลเมืองและมีความเหมาะสมกับภูมิสังคมของแต่ละพื้นที่ มีภารกิจในการร่วมกับองค์กรบริหารท้องถิ่นในการ ดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ องค์ประกอบ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ที่มา วาระการดำรงตำแหน่ง ภารกิจของ สมัชชาพลเมือง และการอื่นที่จำเป็น ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

สำหรับในมาตราที่ 5 นั้น ทางที่ประชุม กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้แก้ไข ให้ระบุว่าการบริหารงานบุคคลขององค์กรบริหารท้องถิ่น ต้องเป็นไปตามความเหมาะสม และความจำเป็นขององค์กรบริหารท้องถิ่นแต่ละรูปแบบ โดยต้องดำเนินการดังต่อไปนี้ 1. บุคลากรของท้องถิ่นมีสถานะเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นหรือลูกจ้างส่วนท้องถิ่น และสามารถ ย้ายหรือสับเปลี่ยนสังกัดระหว่างองค์กรบริหารท้องถิ่นรูปแบบต่างกันได้

2. ให้มีองค์กรกลางบริหารงานบุคคล ขององค์กรบริหารท้องถิ่นทุกรูปแบบ ในระดับชาติและระดับจังหวัด ร่วมกันเป็นองค์กรเดียว และมีองค์ประกอบ 4 ฝ่าย ประกอบด้วย ผู้แทนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนขององค์การบริหารท้องถิ่น ผู้แทน ข้าราชการส่วนท้องถิ่น และผู้ทรงคุณวุฒิ มีจำนวนเท่ากัน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ส่วนองค์กรบริหาร ท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอาจมีองค์กรกลางบริหารงานบุคคลเป็นการเฉพาะได้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ให้มีคณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการส่วนท้องถิ่นโดยระบบคุณธรรมในแต่ละจังหวัด เพื่อคุ้มครองข้าราชการส่วนท้องถิ่นจากการแทรกแซงของผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ และในส่วนของมาตราที่ 6 ทางที่ประชุม กมธ.ได้มีมติให้ตัดมาตรานี้ออกไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากประเมินตามสัดส่วนความเป็นจริงและความน่าจะเป็น งบประมาณระดับชาติและระดับท้องถิ่นควรจะเป็นสัดส่วนเท่าไรต่อเท่าไร นายวุฒิสาร กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับภารกิจ ในวันนี้เราใช้เงินเป็นตัวนำ ขณะที่ไม่สามารถคำนวณได้ว่าองค์กรท้องถิ่นที่ทำงานอยู่ แบกรับงบประมาณในอัตราเท่าไร ดังนั้นเรื่องสำคัญ คือ การกำหนดขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบ ที่ชัดเจนว่าองค์การบริหารท้องถิ่นในอนาคตควรมีบทบาทหน้าที่อะไรบ้าง ที่จะเพิ่มเติมจากนี้ รวมไปถึงหน้าที่ที่จะมีการจัดการกันเอง และตรงนั้นจะกลับมาสู่วิธีการคิดว่าสัดส่วน รายได้ระหว่างรัฐกับท้องถิ่นควรเป็นเท่าไร ทั้งนี้กฎหมายในปีพ.ศ. 2540 และปีพ.ศ. 2542 ต้องถือว่าเครื่องมือสำคัญที่ทำให้เกิดการผลักดันการกระจายอำนาจสำเร็จในช่วงเวลานั้น แต่ทั้งนี้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่วันนี้ความรับผิดชอบองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นต้องมาก่อน จากนั้นจึงจะสามารถบอกได้ว่า เราควรจัดสัดส่วนรายได้เป็นเท่าไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า สมัชชาพลเมืองที่มีอำนาจในการตรวจสอบ จะรวมไปถึงการถอดถอนด้วยหรือไม่ นายคำนูญ กล่าวว่า ไม่น่าจะรวม สมัชชาพลเมืองเป็นข้อเสนอของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และข้อเสนอของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญส่วนหนึ่ง ที่สะท้องมาจากสภาพความเป็นจริง ที่ขณะนี้เกิดสภาพลเมืองขึ้นหลายพื้นที่ เป็นเรื่องที่องค์กรส่วนท้องถิ่นเดิม หรือที่เรียกใหม่ว่าองค์กรบริหารท้องถิ่นในจังหวัดที่มีพัฒนาการสูง ประชาชนมีส่วนร่วมสูง ก็จะก่อให้เกิดสภาแบบนี้ขึ้น เพื่อที่เวลาที่องค์กรบริหารท้องถิ่น ดำเนินการอะไร สภาแห่งนี้ก็จะเสมือนที่หารือ ระหว่างฝ่ายที่มีอำนาจกับฝ่ายที่เป็นตัวแทนของประชาชนที่หลากหลาย ซึ่งความจริงแล้วสิ่งเหล่านี้ต้อง เกิดจากความพร้อมของประชาชนในแต่ละพื้นที่ ส่วนรูปแบบที่มาก็เป็นไปอย่างหลากหลาย สมัชชาพลเมืองไม่มีแม้แต่รายได้ เงินเดือนประจำ และไม่ได้รับผลประโยชน์อะไร ทาง กมธ.ยกร่างได้มีการอภิปรายกันมากถึงกฎหมายที่จะเป็นรูปแบบเฉพาะ