กมธ.ยกร่างรธน.ซักซ้อมความเข้าใจ36วาระปฏิรูป7ประเด็น พัฒนาก่อนเริ่มพิจารณาร่างมาตราปฏิรูปสัปดาห์หน้า
ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโน ประธานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานการประชุม ได้รับฟังรายละเอียดเกี่ยวกับวาระปฏิรูปประเทศไทย จาก นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ ประธาน กมธ.วิสามัญจัดทำวิสัยทัศน์และออกแบบอนาคตประเทศไทย สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และ นางสีลาภรณ์ บัวสาย โฆษก กมธ.วิสามัญจัดทำวิสัยทัศน์ฯ เพื่อเตรียมความพร้อมและความเข้าใจในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นรายมาตราที่จะเข้าสู่ภาค 4 การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ในหมวด1การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม ในสัปดาห์หน้า
โดยนายสุวิทย์ ได้รายงานผลการระดมความเห็นสปช. ได้จัดเวทีระดมความเห็นของสปช.เพื่อทำวิสัยทัศน์ประเทศไทย และได้ข้อสรุปว่ามี 36 วาระปฏิรูป และ 7 ประเด็นพัฒนา ที่ผ่านมาและย้ำว่าเป้าหมายของการปฏิรูปคือการพัฒนาประเทศ โดยสาระสำคัญคือ การปรับกลไก โครงสร้าง เช่น ตำรวจ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายเพื่อนำไปสู่ประสิทธิผลในทางปฏิบัติ ทั้งนี้ที่ประชุมได้ให้ความเห็นถึงกระบวนการปฏิรูปและพัฒนาที่ต้องเน้นการปกครองและการบริหารส่วนท้องถิ่นที่ต้องเชื่อมโยงกับต่างประเทศ เช่น โครงการเมืองพี่เมืองน้อง เป็นต้น นอกจากนั้นในส่วนการพัฒนาเชิงพื้นที่ระดับภูมิภาคยอมรับว่าเป็นเรื่องที่สร้างความหนักใจ เพราะต้องเกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจ ซึ่งไม่ใช้การกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่นเท่านั้น แต่ต้องเชื่อมโยงท้องถิ่นสู่หลายๆ ท้องถิ่น จากจังหวัดสู่หลายๆ จังหวัด ดังนั้นจำเป็นต้องมีการแก้ไขระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
จากนั้นนายสุวิทย์ ให้ความเห็นว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จำเป็นต้องสร้างความสมดุลระหว่าง 4 สถาบัน คือ 1.ประชาธิปไตย 2.ทุนนิยม 3.ภาคประชาสังคม และ 4.นิติรัฐ ให้ได้ เพราะในปัจจุบันยอมรับว่าไม่ว่าโลกหรือในประเทศทุนนิยมเติบโตมากและเข้าไปทำลาย 3 สถาบันที่เหลือจนเกิดปัญหา ดังนั้นในกระบวนการปรับสมดุล ต้องทำให้ทุนนิยมให้เป็นทุนนิยมสามัญ ไม่ใช่เป็นทุนนิยมสามานย์ ต้องทำให้ทุนรับใช้สังคมส่วนการบริหารท้องถิ่นนั้นที่ผ่านมาวาระชาติถูกนำไปใส่ในวาระงานท้องถิ่น ส่วนจังหวัด และส่วนภูมิภาค โดยไม่ได้แยกหรือแบ่งวาระกันทำ ทำให้วาระงานมีความทับซ้อน ดังนั้นต้องแก้ไขที่การบริหารจัดการ ทั้งนี้ตนมองว่าปัญหาของประเทศไทยคือการจัดการ ดังนั้นหากออกแบบการแก้ไขในรัฐธรรมนูญใหม่หรือการปฏิรูปเชื่อว่าประเทศไทยจะไปได้
ด้านนางสีลาภรณ์ ให้ความเห็นว่า ประเทศไทยมีจุดอ่อนเรื่องกลไกบริหารจัดการเพื่อการเปลี่ยนแปลง โดยการแก้ไขเรื่องดังกล่าวไม่สามารถเขียนเป็นกฎหมายได้ เพราเป็นกลไกการจัดการ ต้องอาศัยการประสานและสร้างความร่วมมือ รวมถึงความเข้าใจร่วมกัน เพราะกลไกรัฐปกติไม่สามารถทำได้
ทั้งนี้ที่ประชุมได้แสดงความเห็ยเพิ่มเติมด้วยว่ามีประเด็นที่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญต้องอธิบายต่อสังคมว่าร่างรัฐธรรมนูญให้อะไรใหม่ๆกับสังคมไทยบ้าง รวมถึงต้องมุ่งให้ประชาชนมองปัญหา เป้าหมายและอนาคตประเทศไทยร่วมกัน ทั้งนี้ยอมรับว่าการเปลี่ยนทิฐิของมนุษย์มีความยาก แม้สปช.ทั้ง 250 คน รวมกับรัฐบาลและ 36 กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่พอ
ดังนั้นสิ่งที่ต้องนำเสนอคือจะทำอย่างไรที่ให้ประเทศไทยเดินหน้า ไม่ใช่ยุ่งแต่ตีกันเอง ปัจจุบันรถจอดที่ป้ายทักษิณนานเหลือเกินแล้ว และไม่ขยับ ถ้าจะขยับต้องเป็นสิ่งที่ทุกคนทำร่วมกัน ไม่ใช่แค่ สปช. หรือกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น ถือเป็นเรื่องใหญ่ของบ้านเมือง ส่วนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น การสร้างความปรองดองวันนี้ยังไม่เป็นวาระ เพราะทุกคนล้วนมีมีทิฐิ และมองไม่เห็นความสำคัญ ทั้งนี้โจทย์ใหญ่ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พูดถึงคือหลังจากมีรัฐธรรมนูญใหม่ มีการเลือกตั้งแล้วต้องไม่ให้คนกลับมาขัดแย้งหรือตีกันอีก ทั้งนี้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ แต่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงได้





