วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ภาพสะท้อนจากวงถก'แม่น้ำ5สาย'

(รายงาน) ภาพสะท้อนจากวงถก "แม่น้ำ5สาย" ผลงานไม่น่าพอใจ-ก่อปัญหามากกว่าแก้

การประชุมแม่น้ำ 5 สาย ซึ่งหมายถึงองค์กรหลักในการขับเคลื่อนประเทศหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าควบคุมอำนาจการปกครอง เมื่อบ่ายวานนี้ (4 ก.พ.) ที่ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก นับเป็นครั้งที่ 2 ของการประชุม

ตัวแทนขององค์กรแม่น้ำ 5 สายทยอยเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ได้แก่ คสช. คณะรัฐมนตรี (ครม.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ)

ระดับหัวๆ ของแต่ละองค์กรมากันครบ ไม่ว่าจะเป็น นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างฯ ขณะที่ผู้นำฝ่าย คสช.และครม. จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ห้องประชุมมีการจัดโต๊ะที่นั่งเป็นรูปเกือกม้า โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ นั่งหัวโต๊ะ ประกบข้างขวาโดย พล.อ.ประวิตร ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี และข้างซ้ายมี นายพรเพชร นายเทียนฉาย และนายบวรศักดิ์

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งช่วงเปิดประชุมว่า การประชุมแม่น้ำ 5 สายนี้ถือเป็นการประชุมครั้งที่ 2 เพื่อติดตามงาน ความก้าวหน้า และการเดินหน้าตามโรดแมพของคสช. รวมถึงเป็นการเตรียมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในความเป็นประชาธิปไตยที่สากลยังไม่เกิดการยอมรับจากทุกฝ่าย

การประชุมช่วงที่ไม่มีนักข่าวร่วมสังเกตการณ์เป็นไปอย่างดุเดือด หนึ่งในผู้ร่วมประชุมเล่าว่า "บรรยากาศไม่ดีเลย" โดยนายกรัฐมนตรีพูดหลายเรื่องอย่างยาวนาน และตำหนิการทำงาน โดยเฉพาะในส่วนของ สนช.กับ สปช.

เริ่มจาก สนช. แม้จะกล่าวรายงานทำนองว่าสามารถผลักดันกฎหมายใหม่ๆ ได้ตามเป้า แต่นายกฯก็เพิ่มเติมเป็นข้อสังเกตว่า ต้องเร่งออกกฎหมายแบบมองไปข้างหน้าด้วย เพื่อแก้ปัญหาบ้านเมืองที่เป็นอยู่ เช่น แก้เหลื่อมล้ำ ยกเครื่องกระบวนการยุติธรรม ขณะเดียวกันก็เร่งออกกฎหมายรองรับสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคต โดยเฉพาะกฎหมายที่เชื่อมโยงเรื่องเศรษฐกิจและความมั่นคง เพื่อให้ทันกับกระแสโลกาภิวัตน์ โดย สนช.ต้องคิดเองบ้าง ไม่ต้องรอ ครม.เสนออย่างเดียว ให้คิดเอง ทำเอง ริเริ่มเอง

ส่วนบทบาทของ สปช. ปรากฏว่านายกฯแสดงความไม่พอใจกับมติที่ไม่เห็นชอบการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล กลายเป็นท่าทีของ สปช.ขัดแย้งกับรัฐบาลเสียเอง

"ท่านบอกอย่าเอามติ สปช.มากดดันรัฐบาล เพราะจุดประสงค์คือให้ช่วยกันปฏิรูปไปข้างหน้า ไม่ใช่มากดดันกันเอง" แหล่งข่าวในที่ประชุมอ้างคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี และว่านายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสปช.ได้พยายามชี้แจงว่ามติสปช.เรื่องสัมปทานปิโตรเลียม เป็นเพียงมติที่สะท้อนการไม่เห็นด้วยกับวิธีการเปิดสัมปทานเท่านั้น

อย่างไรก็ดี นายกฯยังตั้งข้อสังเกตการทำงานของ สปช. และกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่สอดคล้องกัน รวมทั้งข้อเสนอให้ยุบองค์กรต่างๆ เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นต้น จนทำให้ถูกต่อต้าน

"นายกฯบอกว่าอยากได้ความร่วมมือในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ฉะนั้นอย่าไปหยิบปัญหามาทำก่อน ให้เลือกประเด็นที่ก้าวไปข้างหน้าร่วมกันได้ขึ้นมาทำ" แหล่งข่าวอ้างคำกล่าวของนายกฯ

ภาพสะท้อนบางส่วนจากวงประชุมแม่น้ำ 5 สาย ชัดเจนว่านายกรัฐมนตรีไม่พอใจในผลงานและบรรยากาศการขับเคลื่อนประเทศตามโรดแมพที่เป็นอยู่ ทั้งๆ ที่องค์กรเหล่านี้เป็นองค์กรพิเศษที่ คสช.แต่งตั้งขึ้นมาเอง แต่กลับทำเหมือนสร้างปัญหาให้ คสช.ต้องตามแก้ มากกว่าจะแก้ปัญหา หรือเดินไปข้างตามที่ คสช.วาดหวัง

และหากพิจารณาย้อนกลับไปเมื่อไม่นานมานี้ พล.อ.ประยุทธ์ เพิ่งลงนามในคำสั่ง คสช.ที่ 2/2558 เรื่องแต่งตั้ง "คณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ" เพื่อเร่งรัดขับเคลื่อนการดำเนินการของส่วนราชการและหน่วยงานต่างๆ ให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ของคสช.ทั้ง 9 ด้าน โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะรองหัวหน้าคสช. ทำหน้าที่ประธาน และมีกรรมการประกอบด้วยนายทหารคนสำคัญในโครงสร้างเหล่าทัพและ คสช.เกือบทั้งสิ้น

พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ค่อนข้างชัดเจนว่า หน้าที่ของคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ คสช. คือ การนำทหารมาช่วยในกลไกราชการ เหมือนเป็นการเสริมงาน ครม.อีกทางหนึ่งในภารกิจที่ต้องใช้ทหารในการขยับเขยื้อน

นอกจากนั้นยังมีข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีแนวคิดตั้ง "คณะกรรมการขับเคลื่อนระดับกระทรวง" เพื่อเร่งรัดงานของแต่ละกระทรวง ทบวง กรมขึ้นมาอีก

เป็นการตั้งคณะกรรมการซ้อนขึ้นมาทั้งๆ ที่มี คณะกรรมการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งมี นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นประธานอยู่แล้ว

แหล่งข่าวในรัฐบาลวิเคราะห์เอาไว้น่าสนใจว่า ที่ผ่านมานายกฯหลีกเลี่ยงที่จะใช้อำนาจของ คสช.มาโดยตลอด เว้นแต่กรณีจำเป็นจริงๆ ทว่าที่ต้องตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ คสช. ก็เพราะกลไกขับเคลื่อนตามปกติ ตามระบบบริหารจัดการกระทรวงแทบไม่ขยับ แม้นายกรัฐมนตรีจะสั่งการด้านนโยบายลงมาด้วยตัวเอง แต่กลับไปไม่ถึงระดับปฏิบัติ หรือระดับปฏิบัติที่ต่ำกว่าระดับบริหารของหน่วยงาน เช่น ผู้อำนวยการกองลงมา ไม่ขับเคลื่อนเลย มองแง่ร้ายอาจมองได้ว่าข้าราชการวางเฉย ไม่ร่วมมือ หรือเรียกว่า "เกียร์ว่าง" ก็คงไม่ผิด

อย่างไรก็ดี หากไม่มองในแง่ลบมากนักจะพบข้อเท็จจริงประกอบอีกด้านหนึ่งว่า นโยบายและคำสั่งของนายกฯที่ยังไม่ได้รับการขานรับจากภาคราชการอย่างแท้จริง อาจเป็นเพราะโจทย์ของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นโจทย์ยาก คือปฏิรูปแบบยกเครื่องประเทศในระยะเวลาจำกัด โดยที่ผ่านมามีการเรียกหัวหน้าหน่วยงานเข้าพบและบรรยายสรุปแทบจะเป็นรายหน่วยงาน หลายกรณีนายกฯสั่งการกลับมาในลักษณะต้องรื้อการทำงานกันใหม่หมดเลย

"หัวใจอยู่ที่การนำประชาชนเป็นศูนย์กลาง แก้ปัญหาความมั่นคงในมิติกว้าง เพื่อทำให้ประเทศเกิดความมั่งคั่งและเจริญแบบยั่งยืน ทุกอย่างจึงต้องเริ่มที่ความมั่งคงก่อน ไม่ใช่การไปตอบโต้ล้างแค้น หรือสร้างปัญหาใหม่ แต่ทำให้สังคมมั่นคง ไม่แตกแยก แล้วจึงสร้างรากฐานด้านเศรษฐกิจ ให้ประชาชนกินดีอยู่ดี ลดเหลื่อมล้ำ" แหล่งข่าวระบุ

แต่ทั้งหมดนี้เวลาสั้นมาก เหลือเวลาอีกเพียง 1 ปีที่ต้องเร่งให้ปรากฏผลเป็นรูปธรรม และนั่นจึงเป็นที่มาของท่าทีนายกฯ ทั้งต่อวงประชุมแม่น้ำ 5 สาย ต่อการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน และต่อการตั้งคณะทำงานระดับต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนงาน