รวบมือแพร่แถลงการณ์ปลอม เจ้าตัวรับแชร์ในโซเชียลฯ-เร่งสอบเค้นสาวถึงต้นตอ
ตำรวจ-ทหาร บุกจับหนุ่มเพชรบูรณ์ มือแพร่แถลงการณ์ปลอมผ่านเฟซบุ๊ค เจ้าตัวรับทำจริง ถูกดำเนินคดีข้อหาหนักหมิ่นเบื้องสูง-นำข้อมูลเท็จเข้าระบบคอมพิวเตอร์ ก่อนคุมตัวเข้าค่ายทหาร 7 วันตามกฎอัยการศึก ส่วนคดีระเบิดพารากอน ศาลอนุมัติจับ 2 ผู้ต้องหาตามภาพวงจรปิด นครบาลตั้ง 7 ชุดล่า พร้อมเช็คประวัติคนร้ายเอี่ยวรุนแรงช่วงชุมนุมย้อนหลังถึงปี 53 "ดีเอสไอ" ระบุผู้ใช้นามแฝง "บรรพต" ยังอยู่ในไทย แต่กำลังหาช่องหนีออกนอกประเทศ
บ่ายวานนี้ (4 ก.พ.) ตำรวจกองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม (กก.2 บก.ป.) พร้อมด้วย ตำรวจ สภ.เมืองเพชรบูรณ์ และทหารกองพลทหารม้าที่ 1 ใช้กฎอัยการศึก เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 129 ถนนสามัคคีชัย ต.ในเมือง อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ หลังสืบทราบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีการเผยแพร่แถลงการณ์สำนักพระราชวังปลอมจนทำให้เกิดการเข้าใจผิด
ผลการตรวจค้นพบ นายกฤษณ์ บุตรดีจีน หรือ เน็ต อายุ 26 ปี กำลังนั่งใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คอยู่ภายในบ้าน จึงทำการตรวจยึดคอมพิวเตอร์ดังกล่าวพร้อมแทบเล็ต โทรศัพท์มือถือ ฮาร์ดิส และซีดีเพลงเกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ฯลฯ รวมทั้งสิ้น 12 รายการ จากนั้นได้ควบคุมตัวเข้ามาสอบสวนที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) ทันที
ต่อมา ที่ กรมทหารราบที่ 11 พ.อ.สุชาติ พรมใหม่ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ และนายทหารระดับสูงของร.11รอ. รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการสอบสวนนายกฤษณ์ เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ พ.อ.สุชาติ ได้รายงานให้ พล.อ.อุดมเดช สีตะบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ทราบเพื่อรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น
ผบ.ตร.รุดสอบปากคำด้วยตัวเอง
จากนั้นทหารได้นำตัวนายกฤษณ์มายังทำการสอบสวนเพิ่มเติมต่อที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีรายงานเบื้องต้นว่า นายกฤษณ์ มีอาชีพเป็นนักดนตรี และเคยเป็นรองประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ในพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ และเคยเข้าร่วมกิจกรรมและการชุมนุมการเมืองหลายครั้ง
โดยในการสอบสวนครั้งนี้ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้เป็นผู้สอบสวนด้วยตัวเอง พร้อมกับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ต.ศิริพงษ์ ติมุลา ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบก.ปอท.) และพ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รอง ผบก.ป. รักษาการ ผบก.ป.
ยอมรับเป็นผู้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ค
พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า นายกฤษณ์ ให้การรับสารภาพว่าได้โพสต์เอกสารปลอมดังกล่าวในเฟซบุ๊คส่วนตัว ซึ่งในเฟซบุ๊คมีเพื่อนมากกว่า 4-5 พันคน โดยเจตนาต้องการให้เพื่อนๆ รับทราบข้อความดังกล่าว
ส่วนการขยายต่อนั้นยังไม่ลงลึกว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง นอกจากนี้ผู้ต้องหารับว่า เป็นสมาชิกกลุ่ม นปช.และเคยเคลื่อนไหวด้วยการแสดงความคิดเห็นตามสถานที่ต่างๆ
โฆษกตร.เผยขั้นตอนดำเนินคดี
พล.ต.ท.ประวุฒิ เปิดเผยว่า ทางเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวนายกฤษณ์ ได้ที่ จ.เพชรบูรณ์ โดยผู้ต้องหารายนี้เกี่ยวข้องในระดับต้นๆ ของการเผยแพร่ประกาศปลอมฉบับนี้ ผ่านทางเฟซบุ๊ค และลิงค์ไปที่ทวิตเตอร์ โดยใช้ชื่อว่า Nest Oishi ซึ่งตำรวจได้มีการสืบสวนไล่จากอันดับของการส่งต่อข้อความในโซเชียลเน็ตเวิร์ค ทั้งในเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ และไลน์ ต่อเนื่องมาตั้งแต่เวลาประมาณ 21.33 น. ของวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา
เขาระบุว่า ต้นทางที่ส่งนั้นมาจากต่างจังหวัด และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยึดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของนายกฤษณ์ เอาไว้ตรวจสอบด้วย ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้ทหารจะควบคุมตัวไว้ 7 วันตามอำนาจกฎอัยการศึก เพื่อสอบสวนขยายผล แกะรอยว่าต้นตอมาจากใคร พร้อมแจ้งข้อหา หมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และนำข้อมูลเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
เคยเป็น"การ์ด"-สนิทสายแดงเพชรบูรณ์
สำหรับนายกฤษณ์ บุตรดีจีน อดีตเป็นเคยเป็นการ์ดฮาร์ดคอให้กับกลุ่มคนเสื้อแดง จ.เพชรบูรณ์ โดยมีรายงานว่าเขาเป็นคนสนิทของนายสิทธิชัย ต๊ะหาด หรือทนายอ้วน และในช่วงที่มีการปฏิวัติใหม่ๆ เคยถูกทหารนำตัวเข้าไปในค่ายกองพลทหารม้าที่ 1 จ.เพชรบูรณ์เพื่อปรับทัศนคติ
นอกจากนี้มีรายงานด้วยว่า ผู้ต้องหารายนี้อยู่ในกลุ่มคนเสื้อแดงกลุ่มเดียวกับนางอารีย์ กลับเสถียร อดีตพนักงานโรงพยาบาล จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นกลุ่มเสื้อแดงที่มีพฤติกรรมหมิ่นเบื้องสูงด้วย
ศาลออกหมายจับ2มือระเบิดพารากอน
ส่วนความคืบหน้าในการคลี่คลายคดีระเบิดไปป์บอมบ์บริเวณทางเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สยามกับประตู 3 ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอนนั้น วานนี้ (4 ก.พ.) พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. เปิดเผยว่า ศาลได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาตามภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิด 2 คน เบื้องต้นพบว่าเป็นชายไทย รูปร่างสูง ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าทั้งสองเป็นผู้ก่อเหตุ และจากการสืบสวนพบว่าผู้ต้องหาทั้งสองได้โดยสารรถแท็กซี่มาลงที่ห้างฯ ก่อนจะมีระเบิดเกิดขึ้น และเชื่อว่ายังมีผู้ร่วมขบวนการอีกหลายคน
รอง ผบ.ตร. ระบุว่า เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นมีความคล้ายคลึงกับระเบิดที่สมานเมตตาแมนชั่น และที่มีนบุรี อีกทั้งเชื่อว่าผู้วางระเบิดเป็นมืออาชีพน่าจะเคยก่อเหตุมาแล้ว
สั่งตั้งชุดสืบ 7 ชุดออกไล่ล่า
วันเดียวกัน ที่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. พล.ต.ต.อิทธิพล พิริยะภิญโญ พล.ต.ต.ชาญเทพ เสสะเวช พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข พล.ต.ต.ภัครพงษ์ พงษ์เภตรา รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช ผบก.น.6 พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา ผบก.สส.บช.น. และตำรวจกองปราบปราม เรียกประชุมชุดสืบสวนสอบสวน ใช้เวลา 1 ชั่วโมงจึงเสร็จสิ้น
พล.ต.ท.ศรีวราห์ กล่าวภายหลังการประชุมว่า หลังการออกหมายจับผู้ต้องหา 2 รายตามภาพวงจรปิดแล้วก็ได้จัดชุดติดตามผู้ต้องสงสัยทั้งหมด 7 ชุดลงพื้นที่สืบหาเบาะแสเพิ่มเติม
เรียกสอบคนขับแท็กซี่ส่งผู้ต้องหาแล้ว
ส่วนในวันเกิดเหตุกล้องวงจรปิดสามารถจับภาพผู้ต้องหาได้ว่านั่งรถแท็กซี่สีชมพูจากบริเวณแยกปทุมวันมาใกล้บริเวณจุดเกิดเหตุ ซึ่งจากการสืบสวนทราบทะเบียนรถคันดังกล่าว และได้มีการเชิญตัวเจ้าของแท็กซี่คันดังกล่าวมาสอบสวนเพิ่มเติมแล้ว
ทั้งนี้ มีผู้แจ้งเบาะแสคนร้ายเข้ามาบ้าง ชุดทำงานก็อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับความมั่นคง เมื่อมีเหตุการณ์ระเบิดก็ผิดปกติธรรมชาติ รัฐบาลอยากให้เกิดความปรองดอง ไม่อยากจะไปให้ข่าวอะไร ยิ่งมีการนำเสนอข่าวไปมาก ตำรวจก็ทำงานลำบาก
สั่งเช็คเหตุระเบิดย้อนหลังถึงปี53
อย่างไรก็ตาม ผบช.น. กล่าวอีกว่า ส่วนความเชื่อมโยงกับคดีระเบิดที่เกิดในพื้นที่ สน.มีนบุรี เมื่อเดือนมี.ค. 57 นั้น ลักษณะทางกายภาพคือไปป์บอมบ์มีความคล้ายกัน แต่เหตุระเบิดไปป์บอมบ์ไม่ได้เกิดแค่พื้นที่มีนบุรี จึงต้องตรวจสอบรูปพรรณของคนร้ายที่เคยก่อคดีในพื้นที่อื่นๆ อีกกว่า 20 กรณี ตั้งแต่ปี 2553
เมื่อถามว่า จากการสืบสวนมีความเชื่อมโยงไปยังกลุ่มอื่นๆ ที่เคยก่อเหตุวางระเบิดไปป์บอมบ์หรือไม่ พล.ต.ท.ศรีวราห์ กล่าวว่า การทำงานต้องใช้พยานเอกสาร พยานวัตถุ และพยานบุคคล ซึ่งจะสรุปว่าเป็นกลุ่มไหนได้ก็ต่อเมื่อจับคนร้ายได้ และมีการซัดทอดไปถึงกลุ่มอื่นๆ ที่มีความเชื่อมโยงกัน
ดีเอสไอประสานข้อมูลตร.โยงคดีพิเศษ
นางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวเมื่อวานนี้ (4 ก.พ.) ถึงกรณีตำรวจพบความเชื่อมโยงคดีระเบิดหน้าห้างสยามพารากอนกับคดีระเบิดที่สมานเมตตาแมนชั่น และเครือข่ายครูแขก ย่านมีนบุรีที่ดีเอสไอเคยจับกุมได้และรับเป็นคดีพิเศษว่า ดีเอสไอได้ประสานข้อมูลกับตำรวจอย่างใกล้ชิด ซึ่งขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับผิดชอบงานสืบสวนอยู่ และมีความคืบหน้าชัดเจน ในส่วนของดีเอสไอจะนำข้อมูลของตำรวจมาเชื่อมโยงกับคดีพิเศษว่ามีความเกี่ยวข้องหรือไม่
ชี้นามแฝง"บรรพต"หาช่องหนีออกนอก
ขณะที่การสอบสวนดำเนินคดีเครือข่ายเว็บไซต์หมิ่นเบื้องสูง โดยใช้นามแฝงว่า "บรรพต" นั้น พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล ผู้บัญชาการสำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ดีเอสไอ กล่าวว่า การดำเนินการกับเครือข่ายนี้ต้องขยายผลเพื่อหาผู้สนับสนุนทั้งทางด้านเทคนิค การเงิน และคนเขียนคอลัมน์ ที่มีการทำกันเป็นขบวนการ และมีการนำหลบซ่อนไอพี ซึ่งต้องใช้เทคนิคในการตรวจสอบ โดยมีคนที่ใช้นามแฝงว่า "บรรพต" เป็นผู้รวบรวมนำข้อมูลขึ้น
ไม่พบโยงกับแถลงการณ์ปลอม
ทั้งนี้ การสอบสวนเชื่อว่า ผู้ใช้นามแฝงว่า "บรรพต" ยังอยู่เมืองไทย แต่พยายามเคลื่อนไหวหลบหนีออกนอกประเทศ โดยผู้ที่ใช้ชื่อบรรพต เป็นคนสูงอายุ ยังไม่เคยถูกออกหมายจับ โดยกรณีนี้ พนักงานสอบสวนไม่ต้องการให้มีข่าวเคลื่อนไหวออกไปมาก เพราะขบวนการเครือข่ายของบรรพต ก็ติดตามการเคลื่อนไหวข่าวของรัฐเพื่อให้รอดพ้นการจับกุม ในส่วนของแถลงการณ์ปลอมตรวจสอบแล้ว ไม่พบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายกลุ่มบรรพต





