วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นายกฯฉุนค้านเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ21

นายกฯฉุนค้านเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 แต่ไม่เสนอทางออก แนะสปช.จะปฏิรูปอะไรต้องนึกถึงความเป็นไปได้และทันเวลา

แหล่งข่าวจากสปช. เปิดเผยว่า ในการประชุมร่วมแม่น้ำ 5 สาย ที่สโมสรกองทัพบก ซึ่งใช้เวลาในการหารือนานกว่า 3 ชั่วโมงนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในที่ประชุมตอนหนึ่งถึงกระแสคัดค้านการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ของรัฐบาลว่า มีแต่คนบอกว่าไม่ให้เปิดประมูล แล้วจะเอาที่ไหนมาใช้ บอกแต่ห้ามทำแต่ไม่มีการเสนอทางออกมาให้ด้วย ยิ่งประเทศไทยไม่มีบริษัทที่จะสำรวจเกี่ยวกับพลังงานทั้งเอกชนและรัฐบาลก็ไม่มี แล้วจะให้ทำอย่างไร

ขอให้ไปคิดกัน ขอให้ทุกฝ่ายคำนึงถึงท่าทีและนโยบายของรัฐบาล อย่าสร้างแรงกดดันให้กระทบต่อรัฐบาล ทำอย่างไรก็ได้ให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันเพื่อให้ได้ข้อยุติในเรื่องพลังงาน และข้อมูลในเรื่องพลังงานนั้น ควรพิจารณาจากข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ได้ อย่าใช้ความเชื่อด้านพลังงานมาเป็นแนวทางในการทำงาน สำหรับการปฏิรูปประเทศนั้นมีการเสนอมามากเกินไป ไม่ใช่ใครคิดอะไรได้ก็เสนอกันเข้ามา ขอให้ดูระยะเวลาที่เหลืออยู่ด้วย เสนอแต่เรื่องที่สามารถทำได้กับเวลาที่มี และขอให้บอกมาด้วยว่าปัญหาที่มีคืออะไร มีอะไร แก้อย่างไร ขอให้บอกวิธีแก้ไขและแนวทางมาด้วย เพราะการปฏิรูปสามารถทำได้ทั้งการปฏิรูปที่ไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมาย หรือถ้าต้องแก้กฎหมายให้สอดคล้องรองรับก็ให้รีบเสนอมา เพื่อจะได้นำเข้าที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งรับผิดชอบด้านความมั่นคง ได้กล่าวต่อที่ประชุมในฐานะคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ด้วยว่า ขอให้ไปแก้ไขเรื่องการเซ็นเซอร์สื่อ ซึ่งกรรมาธิการยกร่างฯ ยึดตามแนวทางรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ให้รัฐบาลสามารถเซ็นเซอร์ข่าวสารได้ในภาวะสงคราม โดยตัดถ้อยคำ “ในภาวะการรบ” ออก

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ยังยกเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นมาเป็นตัวอย่างด้วยว่า ขอให้กรรมาธิการยกร่างฯ เพิ่มถ้อยคำว่า “เหตุการณ์ความไม่สงบ” เข้าไปด้วย โดยให้รัฐบาลสามารถเซ็นเซอร์ได้ เพราะไม่เช่นนั้นหากมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารออกไปอาจทำให้สถานการณ์หรือเหตุการณ์ทวีความยุ่งยากยิ่งขึ้น

ขณะที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวกับที่ประชุมว่า อยากให้ไปดูว่าจะมีข้อยกเว้นในการเซ็นเซอร์สื่อในภาวะเหตุการณ์ความไม่สงบได้หรือไม่ ซึ่งกรรมาธิการยกร่างฯ บางส่วนได้ดูข้อกฎหมายแล้วพบว่า หากรัฐบาลประกาศกฎอัยการศึกทหารสามารถสั่งห้ามจำหน่ายจ่ายแจกเผยแพร่สื่อได้อยู่แล้ว อีกทั้งในพื้นที่ที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบก็มีการประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจขอความร่วมมือในเรื่องนี้ได้เช่นกัน แต่เรื่องนี้ก็อาจจะถูกสังคมและสื่อมองได้ว่าเป็นการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพได้