วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

มติปปช.สั่งเพิกถอนที่ดิน200ไร่ โรงถลุงเหล็กฮุบป่าพรุประจวบฯ

ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์สั่งกรมที่ดินเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดิน 200 ไร่ ของบริษัทในเครือสหวิริยา บริเวณป่าพรุ

ต.แม่รำพึง ประจวบคีรีขันธ์ ที่เตรียมก่อสร้างโรงถลุงเหล็ก ชี้เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ได้เอกสารสิทธิ์มาโดยมิชอบ

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) แถลงว่า ที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช. ได้พิจารณาสำนวนคดี กรณีที่มีกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง ได้กล่าวหาร้องเรียนว่าได้รับผลกระทบจากการสร้างโรงงานถลุงเหล็กของบริษัท เครือสหวิริยา จำกัด ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากกระบวนการผลิตและปัญหาจากการถมพื้นที่เพื่อก่อสร้างโรงงานในบริเวณป่าพรุน้ำเค็มป่าคลองแม่รำพึง ในท้องที่ ต.แม่รำพึง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พื้นที่ประมาณ 1,200 ไร่ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นแก้มลิงแห่งสุดท้ายของอำเภอบางสะพาน และเป็นที่รองรับน้ำที่ลงสู่ป่าพรุและคลองแม่รำพึงก่อนระบายลงสู่ทะเล

ทั้งนี้ป่าพรุน้ำเค็มป่าคลองแม่รำพึงนี้ ตามสภาพไม่เคยมีร่องรอยการทำประโยชน์มาก่อนเพื่อที่ราษฎรใช้ประโยชน์เป็นแหล่งหากินกับป่าพรุมาตั้งแต่เกิด จึงเห็นว่า การออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินบริเวณดังกล่าวจึงน่าจะเป็นการออกโดยมิชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย จึงได้ร้องเรียนมายังคณะกรรมการ ป.ป.ช.กล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐ สังกัดกรมที่ดิน ให้ตรวจสอบว่าการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินตั้งแต่ปี 2530 ในบริเวณป่าพรุน้ำเค็มป่าคลองแม่รำพึง ในท้องที่ อ.สะพาน ดังกล่าวชอบด้วยระเบียบและกฎหมายหรือไม่ อย่างไร

คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว โดยลงไปตรวจสอบสภาพพื้นที่จริง และให้ผู้เชี่ยวชาญของศาลในทางวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศ ทำการอ่านแปลตีความและวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศแล้ว รวมทั้งนำผลการตรวจสอบของหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนและหน่วยป้องกันรักษาป่า

พบว่าบริเวณที่เกิดเหตุมีสภาพพื้นที่เป็นป่าพรุที่มีคุณค่าทางระบบนิเวศ และก่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ชุ่มน้ำ และจากข้อสันนิษฐานทางธรณีวิทยาพบว่า ป่าพรุแห่งนี้น่าจะมีอายุประมาณ 100 ปี มีพันธุ์ไม้หลายชนิดขึ้นอยู่ และยังพบว่ามีสัตว์อาศัยอยู่หลายชนิดบางชนิดอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์และบางชนิดพบได้เฉพาะในบริเวณระบบนิเวศของป่าพรุเท่านั้น ซึ่งเป็นที่ที่ชาวบ้านเข้าไปหาของป่าและใช้ประโยชน์จากป่า จึงถือได้ว่าป่าพรุดังกล่าวนี้เป็นที่ดินของรัฐ อันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่พลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน

จากผลการตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ที่ดินบริเวณดังกล่าวจำนวน 22 แปลง พบว่าเป็นการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย จำนวน 11 แปลง เป็นเอกสารสิทธิ์ที่เป็น น.ส.3 และ น.ส.3ก. เป็นการออกในที่ป่าพรุน้ำเค็มป่าคลองแม่รำพึง ซึ่งเป็นที่ดินที่ไม่มีสภาพการทำประโยชน์มาก่อน จึงเป็นที่ดินที่ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ให้ผู้ใดได้

ที่ดินบริเวณดังกล่าวนี้ ได้ข้อมูลว่าปัจจุบันบริษัท ประจวบพัฒนา ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ บริษัท เครือสหวิริยา จำกัด ซึ่งได้กว้านซื้อที่ดินบริเวณนี้เพื่อขยายโรงงานถลุงเหล็ก แต่ชาวบ้านผู้เดือดร้อนได้รวมตัวกันประท้วงต่อต้านมิให้ก่อสร้างโรงงาน เนื่องจากหากอนุญาตให้ก่อสร้างจะต้องมีการถมดินสูงกว่าระดับเดิมประมาณ 12 เมตร จะเป็นเหตุให้น้ำท่วมบริเวณใกล้เคียงเกือบทั้งอำเภอบางสะพาน และยังพบข้อมูลอีกว่าบริษัทดังกล่าว ยังมีความพยายาม ที่จะยึดเอาที่ดินป่าพรุบริเวณนี้และใกล้เคียงเพื่อใช้ประโยชน์ด้วยวิธีการนำเข้าร่วมโครงการเป็นนิคมอุตสาหกรรม แต่ไม่สำเร็จเนื่องจากการนิคมอุตสาหกรรมได้มีมติให้ยกเลิกโครงการไปแล้ว

นายสรรเสริญ กล่าวว่า คณะกรรมการป.ป.ช.ได้พิจารณาแล้วจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าเอกสารสิทธิ น.ส.3 และ น.ส.3 ก.จำนวน 11 แปลงดังกล่าว รวมเนื้อที่ประมาณ 200 ไร่ เป็นการออกโดยมิชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย จึงมีมติให้ส่งเรื่องให้กรมที่ดินเพื่อพิจารณาดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ดังกล่าว สำหรับในส่วนของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการออกเอกสารสิทธิ์ได้พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไปแล้วเกิน 10 ก่อนที่จะมีผู้ร้องเรียนเพื่อให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.รับเรื่องไว้ดำเนินการ และบางคนก็ถึงแก่ความตายแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงระงับไป คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงไม่มีอำนาจพิจารณาดำเนินการได้

นายสรรเสริญ กล่าวว่า ในการพิจารณาเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ออกโดยมิชอบนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีข้อตกลง หรือทำเอ็มโอยูไว้กับกรมที่ดินแล้ว ซึ่งจะได้ประสานกรมที่ดินเพื่อพิจารณาดำเนินการ ตามเอ็มโอยูต่อไป รวมทั้งมีมติให้แจ้งประสานงานกรมป่าไม้และองค์การบริหารส่วนตำบลแม่รำพึง เพื่อพิจารณาดำเนินการกับที่ดินดังกล่าว และ ผู้บุกรุกที่ดินของรัฐตามอำนาจหน้าที่ต่อไป