วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไทย-ญี่ปุ่นแถลงร่วม9ก.พ.นี้ 'เคดันเรน'ขอปรับแผนบีโอไอ

ไทย-ญี่ปุ่นเตรียมแถลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจ9ก.พ. ดึงพัฒนาทวาย เผยญี่ปุ่นเสนอรัฐบาลปรับแผนบีโอไอ

คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างแถลงร่วมระหว่างรัฐบาลไทยกับญี่ปุ่น เพื่อเตรียมสำหรับการเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 8-10 ก.พ.นี้ โดยผู้นำรัฐบาลทั้งสองประเทศจะร่วมกันแถลงในวันที่ 9 ก.พ.

ร.อ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.รับทราบกำหนดการเดินทางเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 8-10 ก.พ.ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและภริยา ตามคำเชิญของนายชินโซ อะเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งการเยือนครั้งมีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันเศรษฐกิจที่สำคัญระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ทั้งเรื่องความร่วมมือระบบราง การพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษทวาย และการส่งเสริมการค้าและการลงทุนของทั้งสองประเทศให้เกิดความคืบหน้าเป็นรูปธรรมตลอดจนเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคส่วนต่าง ๆ ของญี่ปุ่นต่อประชาคมระหว่างประเทศ

นอกจากนี้พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีกำหนดการพบหารือกับบุคคลสำคัญในรัฐบาลและภาคเอกชนในญี่ปุ่นประกอบด้วย สมาชิกผู้แทนราษฎรญี่ปุ่น ประธานสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรเศรษฐกิจที่สำคัญทั้ง 5 แห่งในเขตคันไซ และผู้บริหารระดับสูงของบริษัทญี่ปุ่นที่ลงทุนในประเทศไทย โดยทั้งสองฝ่ายมีกำหนดลงนามบันทึกแสดงเจตจำนง (MOI) ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาระบบรางระบบระหว่างกระทรวงคมนาคมไทย-ญี่ปุ่น และบันทึกความร่วมมือว่าด้วยการส่งเสริมธุรกิจไทยในญี่ปุ่น ระหว่างองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโท) กับคณะกรรมการร่วมสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย โดยมีนายกรัฐมนตรีของทั้งสองฝ่ายเป็นสักขีพยานร่วมกัน

สำหรับสาระสำคัญของร่าง MOI ระหว่างรัฐบาลไทย - ญี่ปุ่นที่จะมีการลงนามร่วมกันภาพรวมเป็นการเน้นย้ำความสำคัญอันดีงามระหว่างไทยกับญี่ปุ่นความเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาภูมิภาคและการมุ่งสู่ประชาคมอาเซียน โดยมีความร่วมมือในด้านต่างๆ ที่จะลงนามใน MOI รวม 24 ข้อครอบคลุมในด้านการเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ ความร่วมมือในประเด็นภูมิภาคและระหว่างประเทศและวัฒนธรรมแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน

"จักรมณฑ์"มั่นใจญี่ปุ่นลงทุนเพิ่มขึ้น

นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการหารือกับนายอิเอะโซะ โคบายาชิ ประธานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและการค้าญี่ปุ่น - ไทย ของสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น (เคดันเรน) และคณะ ว่า ในการหารือครั้งนี้ ได้ย้ำให้ฝ่ายญี่ปุ่นเห็นถึงทิศทางการพัฒนาของไทย โดยในขณะนี้ประเทศไทยอยู่ระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการปฏิรูปประเทศใน 3 เสาหลัก ได้แก่ สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ซึ่งจะปรับเปลี่ยนประเทศไทยในทุกๆ ด้านให้พร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ เคดันเรน หารือกับหน่วยงานรัฐบาลเป็นวันที่ 2 หลังจากก่อนหน้านี้เข้าพบรองนายกรัฐมนตรีและภาคเอกชน

นายจักรมณฑ์ กล่าวว่ามาตรการส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ได้เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ที่ผ่านมานั้น ในมาตรการหลักๆทางฝ่ายญี่ปุ่นเห็นด้วย แต่อาจจะต้องใช้เวลาปรับตัวบ้าง เพราะเคยชินกับมาตรการเก่ามานานกว่า 40 ปี

ขณะนี้หอการค้าญี่ปุ่นในประเทศไทย ได้อยู่ระหว่างการหารือเพื่อยื่นข้อเสนอปลีกย่อยบางเรื่อง เสนอให้กับรัฐบาลไทยในการปรับปรุงแผนบีโอไอ โดยจะได้ข้อสรุปภายในเดือนมี.ค.นี้

“ในปีที่ผ่านมานักลงทุนญี่ปุ่นได้เข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนมีมูลค่าโครงการเป็นอันดับ 1 กว่า 2 แสนล้านบาท และในปีนี้มูลค่าจะเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากการเข้ามาตั้งโรงงานของเอสเอ็มอี ที่คาดว่าจะมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 500 ราย และการเข้ามาลงทุนในโครงการรถไฟ เพราะไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ และมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน รองจากอินโดนีเซีย ซึ่งหลังจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจ (เออีซี) ก็จะเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักลงทุนมากขึ้น” นายจักรมณฑ์ กล่าว

เผยอุตฯญี่ปุ่นย้ายกลับผลิตในไทย

แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีบริษัทญี่ปุ่นหลายรายเข้าไปตั้งฐานการผลิตในหลายประเทศของเอเชีย ก็ภายหลังก็ได้ย้ายกลับมาลงทุนที่ไทย เพราะมีความพร้อมในทุกๆด้าน เช่น โครงสร้างพื้นฐาน ระบบโทรคมนาคม ความสะดวกสบายด้านต่างๆ และมีวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน ทำให้ที่ผ่านมานักลงทุนจึงเข้ามาอยู่ในไทยเป็นจำนวนมาก

โดยที่ผ่านมาบริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นได้เข้ามาลงทุนในไทยจนใกล้ถึงจุดอิ่มตัวแล้ว ต่อจากนี้จะมีเอสเอ็มอีที่เป็นซัพพลายเออร์ของบริษัทรายใหญ่เหล่านี้เข้ามาตั้งโรงงานเพื่อผลิตชิ้นส่วนป้อนให้กับโรงงานขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก ซึ่งที่ผ่านมาก็มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีญี่ปุ่นจำนวนมาก เข้ามาติดต่อขอข้อมูลการเข้ามาตั้งโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม โดยอุตสาหกรรมที่เข้ามาตั้งโรงงานส่วนใหญ่จะเป็นอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน ,รีไซเคิล การกำจัดขยะ และการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ เป็นต้น

คาดกลุ่มชิ้นส่วนขยายลงทุนเพิ่ม

“เมื่อเร็วๆนี้มีบริษัทผู้ผลิตรถบรรทุกรายใหญ่ของญี่ปุ่น ได้เข้ามาซื้อที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม จ.สมุทรปราการ เพื่อตั้งโรงงานผลิตเครื่องยนต์ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญที่สุดของรถยนต์ และใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ซึ่งจะเปิดดำเนินงานภายในต้นปีหน้า โดยหลังจากนี้คาดว่าจะมีบริษัทเอสเอ็มอีที่ผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์ และชิ้นส่วนต่างๆของรถบรรทุก เข้ามาตั้งโรงงานอีกมาก สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการญี่ปุ่นยังคงมีความเชื่อมั่นประเทศไทย และขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง” แหล่งข่าวกล่าว

ส่วน ยอดการขายที่ดินนิคมอุตสาหกรรมในปีนี้ คาดว่าจะเกิน 4 พันไร่ โดยกลุ่มที่เข้ามาตั้งโรงงานส่วนใหญ่ 30-40% ยังคงเป็นผู้ประกอบการไทย อีก 70% เป็นต่างชาติโดยในจำนวนโรงงานของต่างชาตินี้ 45% เป็นนักลงทุนญี่ปุ่น 45% รองลงมาเป็นเอเชีย ยุโรป และสหรัฐฯ

ทั้งนี้กลุ่มผู้ประกอบการชาวจีนมีอัตราการขยายตัวมากที่สุด ส่วนใหญ่อยู่ระหว่างการเจรจาเข้ามาลงทุนในไทย คาดว่าในช่วง 1-2 ปีนับจากนี้ ตัวเลขการลงทุนจากจีนจะขยายตัวเพิ่มขึ้นมาก