"กรมบัญชีกลาง" คาดเสนอร่าง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างเข้าครม.เดือนมี.ค.นี้ ระบุเพิ่มโทษ "ผู้สั่งการ" เป็น2เท่า
นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า วานนี้ (2 ก.พ.) ได้ร่วมหารือร่วมกับภาคเอกชน สมาคมภาคเอกชนต่างๆ เกี่ยวกับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ....เพื่อให้เอกชนทราบถึงเนื้อหา และรายละเอียดข้อมูลของร่างกฎหมายดังกล่าว รวมถึงรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน เพื่อนำมาปรับปรุงร่างดังกล่าวให้เหมาะสม
ก่อนหน้านี้ได้หารือและรับฟังความคิดเห็นมาแล้ว 3 ครั้ง จากหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งการหารือและรับฟังความคิดเห็นจากเอกชนจะเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะสรุปร่างพ.ร.บ.อย่างละเอียดเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในช่วงเดือนมี.ค.นี้
ทั้งนี้ร่างพ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างล่าสุดได้เพิ่มโทษของผู้กระทำผิด ลักษณะคล้ายกับ กฎหมายอาญามาตรการ 157 คือ หากผู้กระทำผิด ทุจริต ในการจัดซื้อจัดจ้าง มีโทษปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 2 แสนบาท และมีโทษจำคุก 1-10 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้สั่งการ จะมีโทษเพิ่มเป็น 2 เท่า เพื่อให้สามารถเอาผิดกับผู้สั่งการได้ตั้งแต่ผู้บังคับบัญชาในระดับหน่วยงานไปจนถึงนักการเมืองที่สั่งการให้มีการกระทำผิด
การเพิ่มโทษดังกล่าว เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ต้องการให้เพิ่มโทษไปในร่าง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างโดยตรง และให้เอาผิดไปยังผู้สั่งการด้วย จากเดิมที่จะใช้โทษตามกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยหลังจากนี้ ยังมีอีกหลายขั้นตอนในการพิจารณาทั้ง การนำเสนอเข้าครม. เสนอกฤษฎีกา และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ดังนั้นต้องติดตามว่าจะมีการปรับแก้อย่างไรบ้าง
นายมนัส กล่าวต่อว่า ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว สาระสำคัญของ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ จัดทำขึ้นเพื่อนำมาบังคับใช้กับหน่วยงานภาครัฐทุกแห่ง ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น รวมถึงรัฐวิสาหกิจ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรมหาชน และหน่วยงานอิสระของรัฐ ซึ่งทำให้การจัดซื้อจัดจ้างเป็นมาตรฐานเดียวกัน และยังเป็นหลักประกันในการปฏิบัติราชการให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส เกิดความคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ สามารถตรวจสอบได้จากขณะนี้การจัดซื้อจัดจ้างจะใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535
ในร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว กำหนดให้มีการตั้งคณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน มีอำนาจในการเสนอแนะนโยบายและแนวทางในการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดซื้อจัดจ้างฯ รวมถึงการเสนอตราพระราชกฤษฎีกา ออกกฎกระทรวงและระเบียบเพื่อปฏิบัติตามพ.ร.บ.นี้ ฯ พร้อมทั้งจะมีคณะกรรมการกำกับราคากลางตามสาขาต่างๆ ตามความเหมาะสม โดยกรมบัญชีกลางจะเป็นองค์กรสนับสนุนดูแลการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ
หน่วยงานรัฐจะต้องทำแผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปี ประกาศเผยแพร่ในระบบเครือข่ายสารสนเทศของกรมบัญชีกลาง เพื่อให้ผู้ประกอบการทราบล่วงหน้าว่าในแต่ละปีจะมีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุใด ช่วงเวลาไหน ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถเตรียมวางแผนล่วงหน้าที่จะเข้ามาประกวดราคากับภาครัฐ





