"พล.อ.ประยุทธ์"บอกผู้แทนสหรัฐ ตอบไม่ได้ทำอย่างไร หากยกเลิกอัยการศึกแล้ว เกิดเหตุชุมนุมวุ่นวายเกิดขึ้น
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการเป็นประธานประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ถึงกรณีนายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาเข้าพบพล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศวานนี้ ว่า พล.อ.ธนะศักดิ์ได้เล่ารายละเอียดให้ฟังทั้งหมดแล้วและฝ่ายรัฐบาลได้ชี้แจงสถานการณ์ให้รับทราบทั้งหมดว่าอะไรเป็นอะไร รวมทั้งได้ถามกลับไปว่าถ้าจะจำเป็นต้องลดการใช้กฎอัยการศึกแล้วเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ในพื้นที่ต่างๆ หรือในประเทศสหรัฐฯ แล้วจะทำอย่างไร ซึ่งนายแดเนียลก็ตอบไม่ได้ โดยบอกว่าเดี๋ยวไปหาคำตอบมาก่อน ถือว่าก็ยังติดคำตอบไว้ว่าจะมีวิธีการอะไรหรือไม่ หากเกิดกรณีเช่นนี้หรือหากเราไม่มีกฎอัยการศึก ทุกอย่างจะเกิดความวุ่นวายหรือไม่และเราใช้กฎหมายดังกล่าวเพื่อประโยชน์อะไรบ้าง ตนเองก็ไม่ได้ใช้กฎอัยการศึกไปรบกวนใครไม่ใช่หรือทำทุกอย่าง เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ทุกคนก็ทราบดีว่าถ้าไม่มีกฎหมายดังกล่าว ทุกคนก็จะออกมาพูดเสนอความคิดเห็นจนเกิดความวุ่นวายไปหมด แล้วจะทำงานอะไรได้ก็ขอเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น ยังให้ตนไม่ได้ เพราะถือว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยไม่เหมือนกับที่อื่นและไม่มีที่ไหนที่ปฏิวัติมาแล้วทำแบบตน ส่วนใหญ่เมื่อปฏิวัติมาแล้วก็ดำเนินการอย่างเต็มที่ ไม่มีมานั่งแถลงชี้แจงเหตุผลจะใช้อำนาจกันเต็มที่ก็ต้องย้อนกลับมาดูว่าวันนี้ประเทศไทยมีอำนาจเสรีแค่ไหน บางอย่างก็ต้องอยู่ในกรอบบ้าง บางอย่างต้องให้เกียรติกัน ซึ่งตนรับได้ทั้งหมด ทั้งนี้ก็ไม่มีความกังวลอะไร
"ผมอยากเรียนว่านอกจากที่นายแดเนียลมาพบกับพล.อ.ธนะศักดิ์แล้ว ยังมีอีก 21 ประเทศที่เป็นเอกอัครราชทูตถาวรประจำสหประชาชาติได้มาพบ ซึ่งผมถือโอกาสชี้แจงเป็นเวลา 1 ชั่วโมงเกี่ยวกับโรดแมปต่างๆ ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ ซึ่งผมก็ได้เรียนตรงๆ ว่าไม่สามารถเล่าในรายละเอียดได้ว่าบ้านเรามีปัญหาอะไรบ้าง เพราะผมอายตัวเอง ไม่อยากพูดสิ่งที่ไม่ดีของประเทศไทยมากนัก ขอให้เป็นเรื่องของเรา ซึ่งเขาก็เข้าใจ แต่ผมก็บอกว่า ผมรับผิดชอบจากการที่เข้ามาทำงานในจุดนี้ โดยได้เล่าให้ฟังทั้งหมดว่าจะทำอะไรบ้าง ซึ่งก็มีการตอบสรุปกลับมาว่าพอใจในคำชี้แจงของผม และคิดว่าสิ่งที่ผมทำเป็นแบบอย่างและตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการทำหน้าที่เพื่อประชาชนและประชาคมโลก และยังได้มีการเชิญผมไปพูดและชี้แจงสิ่งต่างๆ เหมือนกับที่ได้ชี้แจงต่อเอกอัครราชทูตทั้ง 21 ประเทศ ให้กับเวทีประชุมใหญ่ของสหประชาชนในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ ซึ่งผมก็พร้อมที่จะเดินทางไป ถ้าผมอยู่ ผมก็ไปอยู่แล้ว และผมได้อธิบายว่าการที่ประเทศไทยจะเข้มแข็งได้ในวันข้างหน้าจะต้องเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์คือมีการเลือกตั้งและผู้ที่จะเข้ามาจะต้องมีคุณภาพ มีจริยธรรม คุณธรรมและธรรมาภิบาล ซึ่งก็ต่องดูทั้งเสียงส่วนใหญ่และเสียงส่วนน้อย ทำอย่างไรจะยกระดับประเทศให้เป็นประเทศที่มีความก้าวหน้า" นายกรัฐมนตรี กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในฐานะนายกรัฐมนตรีไม่ได้มองแค่ประเทศไทย แต่เราต้องมองถึงประชาคมโลกและไม่ได้มองแค่การค้า การลงทุนและเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ต้องมองถึงประชาคมโลกและความเป็นมนุษยชาติว่าจะอยู่อย่างไรไม่ให้มีความขัดแย้ง ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ว่าไม่มีเรื่องแล้วจะต้องไปตรวจค้นหาความผิดไปตรวจดูบัญชีหรือดักฟังโทรศัพท์ถือเป็นเรื่องส่วนตัว แต่าถ้ามีการทุจริต โกงหรือทำผิดกฎหมายก็ต้องมีการดำเนินการไปตามขั้นตอน เหมือนความผิดในมาตรา 112 ถ้าไม่ไปทำหรือไปก้าวล่วงสถาบันก็ไม่มีใครไปตรวจสอบ แต่ที่มีการไปตรวจเช็คเพราะมีผลว่ามีการกระทำผิดจริงและหากเราไม่มีอะไรควบคุมเลย ปล่อยให้เสรีก็จะเกิดปัญหา ในความเป็นจริงเราก็ปล่อยให้มีการดำเนินการอย่างเสรีใครจะซื้อโทรศัพท์หมายเลขอะไร คุยกับใครก็ได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มีปัญหาความมั่นคง มีการกกระทำทุจิรต โกง ละเมิดหรือทำผิดอาญา เจ้าหน้าที่รัฐก็มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบ เพราะอย่าลืมว่าที่ผ่านมาโซเชียลมีเดียเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้การทำงานของกระทรวงการต่างประเทศจะต้องมีการปรับปรุงหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มีการปรับกันมาทั้งหมดแล้ว ทำงานเชิงรุกมาตั้งแต่เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีและพล.อ.ธนะศักดิ์เข้าไปดำรงตำแหน่งมีการปรับปรุงการทำงานทั้งหมดซึ่งไม่ใช่ว่าที่ทำมามันไม่ดี เพียงแต่เป็นงานของพลเรือน ซึ่งด้านความมั่นคงอาจจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องเท่าที่ควร จึงปรับให้มีการเดินทั้งเรื่องการค้า การลงทุน การท่องเที่ยวและการเชื่อมต่อด้านต่างๆ กระทรวงการต่างประเทศได้รับไปทั้งหมด รวมถึงงานด้านความมั่นคงก็ต้องไปพูดคุยกับประเทศต่างๆ ให้เกิดความเข้าใจในการดำเนินคดีอาญาหรือคดีตามมาตรา 112 และคดีถอดถอน กระทรวงการต่างประเทศทำทั้งหมด อย่าไปมองว่าเขาไม่ทำงานเชิงรุกและได้มีการเช็คปฏิกิริยาและเสียงสะท้อนกลับจากประเทศต่างๆ ตลอดมีการสรุปผลทุกวัน ซึ่งส่วนใหญ่ต่างประเทศก็เข้าใจสถานการณ์ของประเทศไทยมากขึ้น ยังมีเพียงอีกไม่กี่ประเทศที่ยังติดคำว่าประชาธิปไตยเท่านั้น ซึ่งมีไม่กี่ประเทศ แต่ทั้งหมดก็ยังมีการค้าขายกับไทยอยู่ตามปกติ เรื่องของประชาธิปไตยก็ต้องแยกออก เรื่องของการค้าขายก็ทำไป ยืนยันว่าทุกประเทศเข้าใจดี แต่ไม่สามารถพูดคำอื่นได้และต้องแสดงบทบาทของตัวเองออกมา เพราะเขาเป็นประเทศมหาอำนาจ
เมื่อถามว่า แสดงว่าสถานการณ์ที่ต่างประเทศเคยบีบคั้นประเทศไทยลดลงแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "เขาบีบเราตรงไหน ไม่มีใครเคยมาบีบผมหรือมายุ่งอะไรกับผมเลย ทั้งสมาคมพ่อค้า ประชาชน ส่วนใหญ่ที่มาคุยก็ขอให้เราดูแลและพอใจมาตรการที่ออกมาในปัจจุบัน ซึ่งบางอย่างก็ดีกว่าในภาวะปกติด้วย เพียงแต่เขาพูดไม่ได้ว่า เห็นชอบกับรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจแบบนี้ ส่วนการที่นายแดเนียลได้พบกับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พบกันก็อย่าไปสนใจ เป็นเรื่องของเขา สื่อจะไปสนใจอะไรหนักหนา ประเด็นมันอยู่ที่ว่าถ้าหากไม่มีการกระทำความผิดจะมีการฟ้องร้องเกิดขึ้นหรือไม่ อย่าลืมว่าการฟ้องร้องเกิดขึ้นก่อนที่ผมจะเข้ามายึดอำนาจ แล้วจะให้ยกเลิกคดีทั้งหมดที่เกิดขึ้นก่อนการยึดอำนาจทั้งหมดเอาไหมล่ะ ก็ทำไม่ได้ ดังนั้นเรื่องที่เข้าสู่กระบวนการของกฎหมายก็ต้องทำไปตามขั้นตอน ส่วนอะไรจะเกิดก่อนหรือหลังก็อยู่ที่ว่าความเสียหายมีมากหรือน้อย เรื่องไหนที่มีผลกระทบต่อสังคมหรือประเทศ หรืองบประมาณก็ต้องสอบสวนก่อน ถือเป็นเรื่องธรรมดาซึ่งผมเป็นคนสั่งเองว่า คดีไหนที่เป็นคดีอาชญากรรมที่มีความร้ายแรงต้องดำเนินการให้ได้โดยเร็ว เช่น คดีคนร้ายยิงมารดาอ้อนวอนชีวิตลูกชาย ที่สภ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เมื่อเช้าวันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าคนร้ายทำได้อย่างไร เรื่องนี้ตำรวจต้องจับและเร่งรัดทำคดีให้ได้โดยเร็วที่สุด หากต่อสู้ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย"
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การที่ผู้แทนสหรัฐฯ สามารถพบและหารือกับนางสาวยิ่งลักษณ์ได้นั้น ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลทำเพื่อให้เกิดความชัดเจน ความจริงถ้าตนจะห้ามก็สามารถทำได้ว่าห้ามพบกับใคร ให้อยู่แต่ภายในบ้านอย่างเดียว ห้ามไปไหน ตนสามารถใช้อำนาจเต็มที่ได้อยู่แล้ว แต่ตนไม่ทำเพราะถ้าทำก็จะถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจเกินเหตุ รัฐประหาร รักแกผู้หญิง โดนทั้งขึ้นทั้งร่อง วันนี้พยายามแสดงให้เห็นว่าอะไรที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็ให้ดำเนินการไปตามขั้นตอน ตนไม่เคยสั่ง สนช.กระบวนการทางกฎหมายก็ดำเนินการไปตามขั้นตอน ก็อยากถามว่าทำไมคดีอื่นจึงไม่มีปัญหาเหมือนคดีถอดถอนนี้ ทั้งๆ ก็เป็นคดีปกติเป็นคดีที่ส่อว่ามีการกระทำผิด โดยความรับผิดชอบถ้าพิจารณาแล้วไม่เหมาะสมก็ต้องรับผิดชอบมันก็จบ แม้ไม่มีเจตนาแต่เมื่อมันมีปัญหาเกิดขึ้นก็ต้องรับผิดชอบ ส่วนคดีทางอาญาก็ว่ากันไป ถ้าคิดว่าไม่ผิดก็ไปต่อสู้กันในทางอาญา มันบิดพริ้วไม่ได้ แล้วจะไม่ผิดได้อย่างไร ถ้าหลักฐานครบ และแม้รัฐบาลนี้จะมาจากการยึดอำนาจก็เพราะขณะนั้นไม่มีรัฐบาล "มีรัฐบาลก็เหมือนไม่มี คุณยิ่งลักษณ์อยู่ตรงไหน ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้"
เมื่อถามว่า ฝ่ายความมั่นคงมีการประเมินหรือยังว่าการประกาศใช้กฎอัยการศึกจะมีการผ่อนคลายได้เมื่อไหร่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มันเดือดร้อนอะไรกันหนักหนากับการใช้กฎอัยการศึก อย่าไปเดือดร้อนกับมันมากนักเลย ซึ่งก็ได้ถามกลับคนที่ตั้งคำถามนี้แล้วถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นแล้วจะแก้ด้วยอะไร หากมีคนลุกขึ้นใช้อาวุธสงครามยิงใส่กัน ประชาชนมาชุมนุมเขาก็ยังแก้ไขไม่ได้ ต้องไปหาวิธีมาเช่นกันเพราะเหตุการณ์ในบ้านเราไม่เคยเกิดขึ้นที่ใดในโลก
เมื่อถามว่า ได้อ่านคำแถลงการณ์ของนางสาวยิ่งลักษณ์ผ่านเฟซบุ๊คที่ระบุว่า ประชาธิปไตยไทยตายแล้วหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ยังไม่ได้อ่าน มันก็เหมือนเดิม ส่วนที่ว่าประชาธิปไตยตายแล้วนั้น ก็อยากถามกลับว่าแล้วมันตายแล้วหรือยัง และผมไม่ได้รู้สึกอะไร ก็ผมไม่ได้ตาย ถามว่าวันนี้ประชาธิปไตยตายแล้วหรือยัง เราก็ยังสร้างประชาธิปไตยอยู่ทุกวัน ทุกกระทรวง ทบวง กรมก็ขับเคลื่อนบูรณาการแผนงานโครงการ ผมไม่ได้ไปยึดอำนาจมาแล้วเอาเงินคนนั้นไปให้คนนี้ หรือยึดเอามาเป็นสมบัติของตัวเองหรือของชาติ ผมอยากจะบอกว่านี่เป็นประชาธิปไตยที่ดีกว่าปกติอีก ขอร้องให้เข้าใจคำว่าประชาธิปไตยอย่างถ่องแท้ ประชาธิปไตยที่ดีต้องดูแลทั้งคนจน คนมีรายได้ปายกลางและรายได้สูง ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร ผมคิดถึงคนจนมาก่อน วันนี้ผมฟังทุกเสียงที่ผ่านมาไม่มีการฟังไม่มีการตอบคำถาม ไม่มีการชี้แจงถึงแนวทางโรดแมป ประชาธิปไตยตายที่ไหน ยังไม่ตาย ประชาธิปไตยไม่มีตายจากแผ่นดินไทยเพราะวันนี้ผมเป็นทหารหัวใจประชาธิปไตย แต่ผมควบคุมอำนาจเพราะต้องการให้ประชาธิปไตยมันอยู่ได้"
เมื่อถามว่า จำเป็นต้องเชิญนางสาวยิ่งลักษณ์มาปรับทัศนคติอีกหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ตอบคำถามดังกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังคดีถอดถอนอดีตนายกรัฐมนตรี มีการแสดงความคิดเห็นและปลุกปั่นในสังคมโซเชียล รัฐบาลจะมีการดำเนินการอย่างไรบ้าง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนคงห้ามใครไม่ได้ แต่มอบหมายให้ คสช.ไปดู ส่วนจะพิจารณาอย่างไรก็เป็นเรื่องของ คสช. ส่วนที่มีข่าวว่ามีการปลุกระดมให้ใส่เสื้อสีแดงวันนั้น วันนี้ก็เป็นเรื่องที่ คสช.ต้องพิจารณา ถ้าออกมาจริง คสช.ก็คงพิจารณาเอง ไม่ต้องกลัวถ้าออกมาแล้วก่อให้เกิดความวุ่นวายก็คงไม่ได้ สื่อไม่ต้องมาถามให้เป็นเรื่อง เหมือนกรณีที่อดีตนายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปต่างประเทศ ถ้าศาลไม่ให้ไปหรือห้ามออกนอกประเทศก็ต้องเป็นไปตามนั้น ถ้าใครจะหนีกฎหมายออกไปก็คงกลับมาอีกไม่ได้ ก็เท่านั้นเอง ไม่เห็นจะเดือดร้อนอะไรหนักหนา
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลและตนทำงานหนักในทุกๆ เรื่องและต้องไปไล่ดูงานที่กำลังเกิดขึ้น ขอร้องว่าอย่าเพิ่งมาไล่พวกตนเลยเพิ่งเข้ามาได้ 7-8 เดือน ที่ผ่านมาบริหารมากี่สิบปีทำไมไม่ดูกันบ้าง ตนเข้ามาเพื่อเคลียร์ปัญหาต่างๆ ให้เกิดความเรียบร้อย วันนี้เราต้องสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นให้ได้ การทำงานของตนลงรายละเอียดในทุกๆ กระทรวง ทำทั้งแผนระยะสั้นภายใน 1 ปี ที่ตนยังอยู่ ส่วนแผนระยะยาวคือการส่งต่อให้รัฐบาลชุดต่อไป
"ผมไม่ได้ไปเป็นศัตรูไล่ล่าใคร จำคำพูดผมได้หรือไม่ ผมเคยบอกแล้วว่าสิ่งที่ผมทำวันนี้ ผมขอเวลาทำให้กับคนไทย ขอเวลาให้กับประเทศไทยได้หรือไม่ ประเทศไทยและคนไทยด้วยกันอย่าติติงกันนักเลย ถ้าท่านทำดีกันอยู่แล้ว ผมก็คงไม่ต้องเข้ามาทำหรอก จึงขอว่าอย่าให้ใครมาชักจูง มากล่าวหาว่าผมจะไล่ล่า ผมคงไม่ลงทุนขนาดนั้น โดยเอาประเทศมาเป็นเดิมพัน ถ้าจะไล่ล่าจริงก็จับตัววันนี้ พรุ่งนี้ก็ติดคุกไปก็จบแล้วไม่ต้องไปขึ้นศาลให้วุ่นวาย แต่ผมไม่ทำนั่นคือสิ่งที่ผมให้ความเป็นประชาธิปไตยเขาตัดสินว่าจะทำอย่างไรและเดินหน้าประเทศอย่างไร ซึ่งไม่มีคณะรัฐประหารที่ไหนเขาทำกัน" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว





