วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กมธ.ยกร่างฯให้สภามีอำนาจถอดถอนนักการเมือง

กมธ.ยกร่างรธน.วางหลักให้รัฐสภามีอำนาจถอดถอนนักการเมือง-กรรมการในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ

ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ช่วงบ่ายได้เข้าสู่การพิจารณาส่วนที่3 ว่าด้วยการถอดถอนออกจากตำแหน่ง การตัดสิทธิทางการเมือง และสิทธิในการดำรงตำแหน่งอื่น ซึ่งอนุ กมธ. พิจารณายกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตรา นำเสนอรวมทั้งสิ้น 3 มาตรา โดยมาตรา (3/2/3) 1 ว่าด้วยบุคคลที่ต้องถูกถอดถอนตามกระบวนการถอถอน โดยนำความจากมาตรา 270 ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณาและแก้ไขในส่วนหน่วยงานที่มีอำนาจถอดถอน จากเดิมคือวุฒิสภา ไปเป็น “รัฐสภา” พร้อมกำหนดคะแนนที่เป็นมติถอดถอนให้บุคคลนั้นออกจากตำแหน่ง ด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา จากเดิมที่ใช้เสียง 3 ใน 5 ของสมาชิกวุฒิสภา นอกจากนั้นได้ระบุด้วยว่าเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถูกลงมติถอดถอนแล้วให้ตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี พร้อม โดยในการพิจารณาดังกล่าวกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เสนอให้เพิ่มว่าหากบุคคลที่ถูกยื่นถอดถอน ลาออกจากตำแหน่งภายใน 7 วันนับแต่วันที่เริ่มกระบวนการ ให้ถือว่าการไต่สวนประเด็นถอดถอนนั้นยุติลง แต่กมธ.ยกร่างรัฐธรมนูญเห็นว่าบุคคลที่ทำผิดและถูกยื่นถอดถอนควรดำเนินการต่อไป แม้จะลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากประเภทของการกระทำที่เข้าข่ายถูกถอดถอนถือเป็นความผิดที่ร้ายแรง ทำให้ผู้เสนอถอนข้อเสนอ ที่ประชุมจึงผ่านการพิจารณาโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญใด

จากนั้นเป็นการพิจารณา มาตรา (3/2/3)2 ว่าด้วยการให้ประชาชนลงคะแนนเสียงถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่รัฐสภาไม่สามารถลงมติถอดถอนได้ โดยเป็นบทบัญญัติที่เขียนขึ้นใหม่ ซึ่งมีรายละเอียดสำคัญ คือ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำบัญชีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ถูกถอดถอน เพื่อนำไปให้ประชาชนลงมติว่าจะให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งหรือไม่ช่วงที่มีการเลือกตั้งทั่วไป โดยให้ใช้เสียงถอดถอนเกินกึ่งหนึ่ง และผู้ดำงตำแหน่งนั้นถูกประชาชนถอดถอนต้องถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดไป อย่างไรก็ตามที่ประชุมได้มีการถกเถียง โดยเฉพาะประเด็นการตัดสิทธิทางการเมืองตลอดไป เพราะถือว่าไม่มีความเป็นธรรมในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นถูกกลั่นแกล้ง และมีการขอปรับให้ตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี อย่างไรก็ตามการอภิปรายประเด็นดังกล่าวไม่สามารถหาข้อสรุปได้ เพราะกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญมีความเห็นแตกต่างกัน 2 ฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งมองว่าไม่ควรให้ประชาชนลงมติถอดถอน เพราะประชาชนอาจถูกใช้เพื่อเครื่องมือกลั่นแกล้งทางการเมือง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการปรองดองได้ ขณะที่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ อีกฝ่ายที่ต้องการให้สิทธิประชาชนในการถอดถอนนักการเมือง เนื่องจากอำนาจอธิบไตยเป็นของปวงชนชาวไทย หากบัญญัติไว้ตามมาตราที่เสนอนั้น เท่ากับว่า ปวงชนชาวไทยสามารถใช้อธิปไตยผ่าน 3ทาง คือ การเลือกตั้ง, ประชามติ และการถอดถอดนนักการเมือง และประเด็นสำคัญคือการให้อำนาจประชาชนถอดถอนนักการเมืองถือเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการตามการแสดงความเห็น

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่านอกจากนั้นยังมีการหารือในรายละเอียดอื่นๆ เช่น การลงคะแนนที่ต้องมีบัตรลงคะแนน หากสำรวจเบื้องต้นแล้วพบว่าราคาบัตร 1 ใบจะมีราคา 1.5 บาท ขณะที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 45 ล้านคน ดังนั้นจะใช้งบประมาณ 70 ล้านบาทเพื่อพิมพ์บัตร , การลงคะแนนทั้งประเทศหรือเป็นภาค ในส่วนของประธานศาลหรือกรรมการในองค์กรตามรัฐธรรมนูญจะมีหลักเกณฑ์อย่างไร ทั้งนี้มีกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญยกตัวอย่างการขึ้นบัญชีดำของนักการเมืองในประเทศเกาหลี โดยการรณณรงค์ทำบัญชีดำ ให้ประชาชนช่วยกันหย่อนบัตร โดยรัฐบาลไม่ได้ส่งเสริม แต่พอได้ชื่อก็เอาบัญชีดำนักการเมืองไปรณรงค์ หากพรรคการเมืองใดเสนอชื่อนักการเมืองที่ถูกขึ้นบัญชีดำ ประชาชนจะไม่เลือก แต่ประเด็นดังกล่าวมีปัญหาคือการฟ้องร้อง ทั้งนี้ประเทศเกาหลีได้ออกกฎหมายมาสนับสนุน โดยระยะหลังนักการเมือได้พ้นจากตำแหน่งด้วยตนเอง กรณีที่จะนำมาใช้ในประเทศไทย อาจมีปัญหาเฉพาะครั้งแรก และต่อไปนักการเมืองจะไม่กล้าทำ

อย่างไรก็ตามที่ประชุมได้สรุปให้นำมาตราดังกล่าวรอการพิจารณาไว้ก่อน เช่นเดียวกันประเด็นที่เกี่ยวข้องซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา (3/2/3)3 ที่ว่าด้วยการออกกฎหมายลูกเพื่อกำหนดรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยรัฐสภา หรือการตัดสิทธิทางการเมืองหรือสิทธิในการดำรงตำแหน่งอื่น ทั้งนี้ในมาตราดังกล่าวมีประเด็นที่ประชุมเห็นชอบแล้วเบื้องต้น คือ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เข้าสู่กระบวนการถอดถอนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่ากระบวนการถอดถอนจะแล้วเสร็จ

จากนั้นที่ประชุมได้เข้าสู่การพิจารณา ส่วนที่ 4 ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญากับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่มี 2 มาตรา ซึ่งอนุ กมธ.ยกร่างบทบัญญัติฯ นำความจากมาตรา 276 และ 277 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณาทั้งหมด โดยที่ประชุมได้เห็นชอบและผ่านการพิจารณาโดยไม่มีการแก้ไข