วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

บสย.เสนอคลังต่ออายุ'พีจีเอส6'

บสย.ชงคลังต่ออายุ “พีจีเอส ระยะที่ 6” วงเงินค้ำ 2.4 แสนล้าน ช่วยค้ำประกันให้ เอสเอ็มอี ในช่วง 3 ปี

เฉลี่ยปีละ 8 หมื่นล้าน พร้อมขอวงเงินชดเชยความเสียหาย 1.3 หมื่นล้าน หลังพีจีเอส 5 หมดอายุสิ้นปีนี้ มั่นใจปี 2558 กำไร 350 ล้านบาท

นายวัลลภ เตชะไพบูลย์ กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า บสย.อยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการค้ำประกันสินเชื่อ ระยะที่ 6 (พีจีเอส 6) เนื่องจากพีจีเอส 5 วงเงินค้ำประกัน 2.4 แสนล้านบาท จะหมดอายุดำเนินการ 3 ปี ในวันที่ 31 ธ.ค. 2558 นี้ โดยบสย.ต้องการเสนอพีจีเอส 6 เข้าสู่ครม.อย่างช้าสุดไม่เกินช่วงเดือนพ.ย. เพื่อให้โครงการค้ำประกันสินเชื่อของเอสเอ็มเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เริ่มโครงการได้ทันวันที่ 1 ม.ค. 2559

ทั้งนี้เบื้องต้นบสย.เสนอให้ทำโครงการพีจีเอส 6 วงเงินค้ำประกัน 2.4 แสนล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการโครงการ 3 ปี คือ ปี 2559-2561 มีเป้าหมายค้ำประกันปีละ 8 หมื่นล้านบาท โดยการดำเนินการดังกล่าวต้องเสนอขอครม.เพื่อกันวงเงินชดเชยค่าเสียหาย 13,800 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขอวงเงินไว้ก่อน หากไม่เกิดความเสียหายก็ไม่ต้องใช้วงเงิน

สำหรับการดำเนินการพีจีเอส 5 ที่ได้รับวงเงินค้ำประกันมา 2.4 แสนล้านบาทนั้น ล่าสุดค้ำประกันไปแล้ว 1.2 แสนล้านบาท และในปี 2558 คาดว่าจะค้ำประกันได้อีกไม่ต่ำกว่า 8 หมื่นล้านบาท โดยยังไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น เพราะเพิ่งเริ่มโครงการเพียง 2 ปี จากระยะเวลาการค้ำประกัน 7 ปี

นายวัลลภ กล่าวว่า ในปีนี้ 2559 บสย.ตั้งเป้ายอดค้ำประกัน 80,000 ล้านบาท โดยจะเจาะกลุ่มมโครเอสเอ็มอี ที่ปัจจุบันมีอยู่กว่า 1.79 ล้านราย ที่ยังต้องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งกลุ่มไมโครเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ต้องการเงินกู้ในวงเงินไม่เกินรายละ 2 แสนบาท โดยบสย.มีวงเงินค้ำประกัน 5,000 ล้านบาท สำหรับไมโครเอสเอ็มอี และคาดว่าจะสามารถช่วยเอสเอ็มอีได้กว่า 17,000 ราย

ส่วนการดูแลกลุ่มเอสเอ็มอีขนาดกลาง และขนาดเล็ก ขณะนี้ยังมีวงเงินเหลืออีกกว่า 1 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ บสย.อยู่ระหว่างการดำเนินงานโครงการค้ำประกันสินเชื่อในโครงการนวัตกรรมและเทคโนโลยี วงเงิน 2,000 ล้านบาท และโครงการสำหรับผู้ประกอบการที่ลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ วงเงิน 5,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างนำเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณา และนำเสนอต่อ ครม.ต่อไป

“แผนงานปีนี้ จะมุ่งเน้นการทำงานแบบบูรณาการ ตอบสนองนโยบายของรัฐ ภายใต้การส่งเสริมสนับสนุนและผลักดันให้ประเทศไทยสู่ดิจิทัล อีโคโนมี หนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ลดช่องว่างเข้าถึงแหล่งทุนสำหรับกลุ่มไมโคร เอสเอ็มอี และร่วมกับสถาบันการเงิน แบงก์ เพื่อปลดล็อก ข้อจำกัดกฎหมายค้ำประกัน โดยคาดว่าในปี 2558 จะมีกำไรไม่ต่ำกว่า 350 ล้านบาท โดยเป็นเป้าหมายที่ตั้งไว้ต่ำ แต่ที่ผ่านมาทำได้สูงกว่าเป้าหมายพอสมควร”

ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมา บสย.มีกำไรสุทธิ 545 ล้านบาท เท่ากับปี 2556 โดยมียอดอนุมัติสะสม 391,486 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ที่ 330,436 ล้านบาท และคาดว่าจะแตะ 400,000 ล้านบาท ภายใน 2 ปี ส่วนภาระค้ำประกันปี 2557 อยู่ที่ 269,535 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ที่อยู่ระดับ 243,626 ล้านบาท โดยในปี 2557 มียอดอนุมัติค้ำประกันอยู่ที่ 61,051 ล้านบาท ลดลงจากปี 2556 ที่ 87,080 ล้านบาท สาเหตุที่ลดลงมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย ทำให้การค้ำประกันจึงน้อยลง