วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สกัด'ครอบงำข่าวสาร'คือหัวใจปฏิรูป

(รายงาน) จุมพล รอดคำดี : หมดห่วงเสรีภาพสื่อ สกัด"ครอบงำข่าวสาร"คือหัวใจปฏิรูป

แม้จะสรุปข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไปตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ทว่าบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ยังไม่หมดไป คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปด้านต่างๆ ทั้ง 18 คณะยังคงทำงานอย่างขะมักเขม้น

ไม่เว้นแม้แต่ กมธ.ปฏิรูปสื่อฯ ท่ามกลางปรากฏการณ์ร้อนการไล่ซื้อหุ้นสื่อยักษ์ใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์

และนั่นคือโจทย์ข้อสำคัญของกมธ.ปฏิรูปสื่อฯ ที่มองข้ามช็อตเรื่องเสรีภาพสื่อไปแล้ว แต่ให้น้ำหนักไปที่การป้องกันการผูกขาดครอบงำข้อมูลข่าวสารที่ส่งถึงประชาชนมากกว่า

นายจุมพล รอดคำดี ประธาน กมธ.ปฏิรูปสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ สปช. กล่าวว่าแนวทางการปฏิรูปสื่อของ กมธ.ในขณะนี้ไม่ได้มองประเด็นเรื่องการ "ครองสิทธิข้ามสื่อ" ที่เคยเป็นข้อกังวลในอดีตอีกต่อไปแล้ว เพราะเทคโนโลยีปัจจุบันได้สร้าง "ช่องทาง" ให้ประชาชนในฐานะผู้บริโภคสามารถเข้าถึงและเลือกเสพสื่อได้ตามความต้องการ

แต่สิ่งที่ กมธ.ให้ความสำคัญ คือการดำเนินกิจการด้านสื่อและที่เกี่ยวข้องกับสื่อมีการกระทำให้เกิดผลกระทบต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน ด้วยวิธีการรวมศูนย์ข้อมูลข่าวสารไว้ที่จุดเดียวและกระจายข่าวสารผ่านสื่อในมือไปยังประชาชนหรือผู้บริโภคสื่อโดยไม่มีความหลากหลาย เพราะอาจเข้าข่ายการครอบงำข้อมูลข่าวสารด้วยข้อมูลชุดเดียว ทำให้ไม่เกิดความหลากหลาย

"หัวใจสำคัญของการปฏิรูปสื่อ คือการทำให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่หลากหลาย ไม่ใช่จากแหล่งเดียว หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่ประชาชนต้องมีสิทธิรับรู้ข้อมูลจากทุกแหล่ง และมุมมองหลากหลาย เพื่อทำให้เกิดข้อคิดและวิจารณญาณในการเชื่อข้อมูลข่าวสารนั้นๆ และเลือกใช้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง"

นายจุมพล กล่าวต่อว่า หากเกิดการรวมศูนย์ข้อมูลข่าวสารจากแหล่งเดียว หรือจากแหล่งใดแหล่งหนึ่ง อาจทำให้เกิดการครอบงำด้านข้อมูลข่าวสารได้ ดังนั้นจะต้องมีการกำหนดมาตรการการเฝ้าระวังและกำกับดูแลสื่อ ทั้งการกำกับดูแลกันเอง และกำกับผ่านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ผลกระทบต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร หรือการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

นอกจากนี้ยังเห็นว่าการสร้างความเข้มแข็งให้ผู้บริโภคที่เสพข้อมูลข่าวสารและสื่อ ถือเป็นอีกหัวใจสำคัญของการปฏิรูปสื่อในครั้งนี้ โดยจะต้องทำให้เกิดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนว่า "หากสื่อนั้นไม่มีความรับผิดชอบต่อการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร เมื่อเกิดปัญหาที่กระทบต่อสิทธิส่วนบุคคล ผู้ที่ได้รับผลกระทบจะต้องมีช่องทางในการต่อสู้ ผ่านช่องทางที่กระบวนการปฏิรูปสื่อได้กำหนดเป็นมาตรการกำกับดูแลในครั้งนี้"

ทั้งนี้ เนื่องจากบางข่าวสารที่นำเสนอ อาจไม่กระทบถึงระดับที่ใช้กฎหมายมาตัดสิน แต่หมิ่นเหม่ด้านจริยธรรม สร้างความเสียหายต่อบุคคล สิ่งที่เกิดขึ้นหากกฎหมายเอื้อมไม่ถึง ประชาชนก็ควรมีช่องทางหรือมีสิทธิในการดำเนินการต่อกับ "สื่อ" ผู้ละเมิดจริยธรรมนั้น ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปสื่อที่นำขึ้นมาพิจารณา เพราะต้องการทำให้ภาคประชาชนเข้มแข็ง และใช้บทบาทของตนเองในฐานะผู้บริโภคข่าวสารต่อสู้กับการถูกละเมิดสิทธิและเป็นอีกวิธีการในการกำกับดูแลสื่อ

ในต่างประเทศ "สมาคมผู้บริโภคสื่อ" หรือ "สมาคมผู้บริโภคข่าวสาร" มีหน้าที่และบทบาทที่เข้มแข็งในการปกป้องประชาชนและมีหน่วยงานรองรับการฟ้องร้องที่เกิดจากผลกระทบในการบริโภคสื่อ ถือเป็นแนวคิดที่ควรผลักดันให้เกิดขึ้นในประเทศไทยเช่นกัน

"การส่งเสริมให้ประชาชนเข้มแข็ง ถือเป็นอีกมาตรการในการกำกับดูแลสื่อที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อประชาชนในฐานะผู้บริโภคสื่อต่อการทำหน้าที่ขององค์กรสื่อ รวมทั้งบทบาทของสื่อมวลชนที่บอกว่าเป็นมืออาชีพ แต่ขาดความรับผิดชอบ ให้ต้องมีความรับผิดชอบต่อประชาชนมากขึ้น"

นายจุมพล กล่าวอีกว่า แนวทางการปฏิรูปสื่อ "มองข้อมช็อต" เรื่องการครองสิทธิข้ามสื่อไปแล้ว เพราะในยุคนี้มีสื่อหลากหลายช่องทางที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ผ่านเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล แต่การปฏิรูปสื่อจะมองเรื่อง "คอนเทนท์" หรือเนื้อหาว่าผู้บริโภคหรือผู้รับข่าวสารมี "โอกาสในการเลือกรับข่าวสารได้หรือไม่" ไม่ใช่เป็นข่าวสารที่นำเสนอเหมือนกันหมดจากการรวมศูนย์ ซึ่งเข้าข่ายถูกครอบงำด้านข้อมูล และเป็นสิ่งที่ กมธ.ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น

ในสังคมที่ยึดถือประชาธิปไตยเป็นหลัก ประเด็นสำคัญและต้องยึดถือในการปฏิรูปสื่อ คือต้องพยายามส่งเสริมให้ประชาชนมีสิทธิและทางเลือกรับข้อมูลข่าวสาร พร้อมทำให้เกิดการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนสามารถเลือกได้จากทุกสื่อ โดยมีมุมมองการนำเสนอที่หลากหลาย ไม่ใช่จากมุมมองเดียวจากการรวมศูนย์ของแหล่งข้อมูล

การปฏิรูปสื่อต้องส่งเสริมเสรีภาพของการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน และต้องป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์การรับรู้ข้อมูลข่าวสารเพียงด้านเดียว จึงให้หลักประกันว่าสื่อต้องมีเสรีภาพอย่างเต็มที่ แต่ต้องมีความรับผิดชอบต่อเนื้อหาสาระที่นำเสนอด้วยเช่นกัน

"วันนี้ไม่ต้องพูดเรื่องเสรีภาพของสื่อ เพราะมีเครื่องมือและเทคโนโลยีที่พร้อมนำเสนอข่าวสารหลากหลาย เชื่อว่าเสรีภาพวันนี้มีมาก แต่สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ คือ 'คอนเทนท์' ว่าเกิดประโยชน์ต่อสาธารณะหรือไม่ หรือจะมีมาตรการสร้างการเรียนรู้ต่อความรับผิดชอบในการผลิตคอนเทนท์และการเผยแพร่ของทั้งสื่อและบุคคลทั่วไปที่เป็นได้ทั้งผู้รับสารและส่งสาร ให้ตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดจากคอนเทนท์นั้นๆ อย่างไร"

เขาสรุปว่า ดังนั้นแนวคิดสำคัญในการปฏิรูปสื่อที่เป็นมาตรการด้านการกำกับดูแล จึงต้องมีความเข้มข้นในการตรวจสอบกันเอง โดยเฉพาะการส่งเสริมภาคประชาชนให้เข้มแข็งและรู้เท่าทันสื่อ โดยสังคมจะต้องทำหน้าที่ตรวจสอบกันเอง ขณะที่ กมธ.มีหน้าที่สนับสนุนให้กระบวนการการตรวจสอบเกิดขึ้น เพื่อให้ส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งในสังคม

อีกประเด็นสำคัญ คือการสนับสนุนและสร้างทักษะการเรียนรู้เท่าทันสื่อตั้งแต่ "เด็ก" ให้ระมัดระวังในการรับข้อมูลข่าวสาร เพราะในอนาคตเชื่อว่าคนที่มีทักษะและรู้เท่าทันสื่อจะเป็นเกราะป้องกันที่ดีในการรับข้อมูลข่าวสาร

"การปฏิรูปสื่อ ต้องสนับสนุนประชาชนให้เข้มแข็ง สามารถตรวจสอบการทำงานของสื่อ ถือเป็นอีกแนวทางในการกำกับดูแลสื่อด้วย" นายจุมพลกล่าว