วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ธิดา'ลั่นนปช.ไม่เคลื่อนไหว

"ธิดา" ยัน "เสื้อแดง" ไม่เคลื่อนไหว รอเวลาเหมาะสม เชื่อถอดถอน "ยิ่งลักษณ์" เรียกคะแนนสงสาร

นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานที่ปรึกษาแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงกรณีที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ( สนช.) มีมติถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง ส่งผลให้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ว่า ไม่เห็นด้วยกับมติของ สนช.ทั้งในแง่ความชอบธรรม และในแง่ความชอบทางกฎหมาย ซึ่งในทางกฎหมาย สนช.ทำไม่ได้ เหมือนที่ นางสาวสมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีตคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แสดงทัศนะไว้ชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ไม่มีสภาพบังคับใช้แล้ว และการใช้ พ.ร.บ.ป.ป.ช. ต้องมีรากฐานบนรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญที่ยกเลิกไปแล้ว

สำหรับความชอบธรรมยิ่งชัดเจนว่ายิ่งทำไม่ได้ ดูไปเหมือนนิทานอีสป เรื่อง "หมาป่ากับลูกแกะ" ในขณะเดียวกันเราก็อยากให้กำลังใจ นางสาวยิ่งลักษณ์ ซึ่งจะกลายเป็นไอดอลที่โด่งดัง ในฐานะผู้ถูกกระทำต้องเผชิญกับความอยุติธรรม กลายเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ ซึ่งคณะรัฐประหารแต่งตั้งบุคคลขึ้นมาเขียนข้อบังคับเองว่ามีอำนาจไปลงโทษบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งในอดีตได้ เป็นเรื่องน่าเสียใจ และน่าขายหน้าของประเทศไทย ถ้ามีการรัฐประหารอีกก็อาจทำแบบเดียวกัน ซึ่งทำให้ นางสาวยิ่งลักษณ์ กลายเป็นวีรสตรี

"เราเชื่อว่านางสาวยิ่งลักษณ์ จะยิ่งได้รับความเห็นใจจากประชาชนมากกว่าเดิม แล้วก็ทำให้คะแนนของพรรคเพื่อไทย(พท.) ที่หายไปเยอะ จะยิ่งเพิ่มขึ้นใหม่ ความนิยมเพิ่มขึ้น แต่ถ้าถามว่า นปช.จะมีการเคลื่อนไหวหรือไม่นั้น ยืนยันว่าไม่มี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นโรงเรียนการเมืองชั้นดีให้กับประชาชนว่าในภาวะรัฐประหาร และประกาศกฎอัยการศึกให้บทเรียนอะไรกับประชาชนบ้าง ที่ผ่านมา นปช.ไม่เคยเคลื่อนไหว ตั้งแต่ยุบพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน หรือการตัดสินคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งเราจะเคลื่อนไหวในขบวนการประชาธิปไตยในเวลาที่เหมาะสม เวลานี้เรายังยืนเป็นขบวนการประชาธิปไตยอยู่ แต่ไม่เหมาะสมที่จะเคลื่อนไหว ให้คณะรัฐประหารได้ทำงานต่อไป แล้วประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเอง"

ข้องใจอสส.สั่งฟ้องยิ่งลักษณ์ก่อนสนช.ลงมติ

ด้านนายก่อแก้ว พิกุลทอง อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช.กล่าวถึงกรณีที่อัยการสูงสุด(อสส.) สั่งฟ้องคดีอาญานางสาวยิ่งลักษณ์ กรณีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวว่า ไม่แปลกใจที่มีการสั่งฟ้องคดีดังกล่าว เพราะถึงอย่างไรหากอัยการไม่ส่งฟ้อง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็สามารถฟ้องเองได้

"ตัวนางสาวยิ่งลักษณ์ ไม่เกี่ยวกับการทุจริต เชื่อว่าสามารถชี้แจงได้ แต่แปลกใจว่าเหตุใดอัยการสูงสุดจึงต้องแถลงเรื่องดังกล่าวก่อนที่ สนช.จะลงมติว่าจะถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์หรือไม่ เพราะอาจจะทำให้ประชาชนมองว่าเป็นการหวังผลทางการเมืองหรือไม่"

นายเวียง วรเชษฐ์ อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า มติถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ทำให้สถานการณ์และความรู้สึกของประชาชนเจ็บลึก สร้างความรู้สึกขัดแย้งมากยิ่งขึ้น เปรียบเหมือนคนตายทั้งกลมแล้วก็ยังตามมาฆ่าลูกเขาอีก การกระทำเช่นนี้ยิ่งทำให้ประชาชนถึงจุดเดือด รัฐบาลต้องคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนด้วย ไม่ใช่ฟังความฝ่ายเดียว

"อุดมเดช"แนะยอมรับผลถอดถอน

พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวว่า สถานการณ์ตนไม่กังวลอะไร ถือเป็นสิ่งที่สมาชิก สนช. ทุกคนต้องทำหน้าที่ตามกระบวนการ โดยมีเหตุผลของแต่ละคน และเป็นเรื่องแต่ละคนจะแสดงความคิดเห็น ฉะนั้นไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

ส่วนประเด็นนี้มีจะกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมนั้น ตนคิดว่าไม่ได้กังวลอะไร เราก็ติดตามดูสถานการณ์ความเรียบร้อย โดยมีการประสานงานกับตำรวจเป็นประจำอยู่แล้ว ทั้งนี้จึงขอว่าถ้าผลการลงมติออกมาอย่างใดขอให้ทุกภาคส่วนยอมรับผลที่ออกมาด้วย เพราะเราต้องนำพาส่วนรวมให้เกิดความเรียบร้อย และประเทศชาติก็จะก้าวเดินต่อไป

เมื่อถามว่ากรณีนายขวัญชัย ไพรพนา และนายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช. จะไม่ยอมรับการลงมติของ สนช. พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า ในใจแต่ละคนก็ต้องคิดกันอยู่แล้ว แต่ตนขอให้คิดอยู่ในใจว่าจะทำอะไรไม่ให้กระทบต่อความสงบเรียบร้อย ซึ่งก็ต้องคิดดูให้ดี อย่างใดก็ตามทางฝ่ายความมั่นคงต้องติดตามสถานการณ์อยู่แล้ว ประกอบกับทางเรายังมีหน่วยงานของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) แต่ละภาคก็จะทำหน้าที่ชี้แจงประชาชนอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ที่ อยู่ในภาคส่วนของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็จะทำงานสร้างความเข้าใจของประชาชนในพื้นที่ต่างๆ อีกด้วย

"ผมขอให้ประชาชนเข้าใจ และให้ความร่วมมือ เพื่อให้เกิดความเรียบรอยต่อส่วนร่วม ซึ่งตอนนี้เรากำลังเดินมาได้ด้วยดีแล้ว ผมจึงขอให้ประชาชนร่วมมือกันต่อไป เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามสิ่งที่รัฐบาล และคสช.กำหนด และเมื่อถึงเวลานั้นเราก็จะรู้ว่าเราช่วยกันไม่ให้ประเทศชาติเกิดปัญหา และยังรู้ว่าสิ่งทั้งหมดที่ทำเป็นความตั้งใจคืนความสุขให้ประเทศชาติด้วย" พล.อ.อุดมเดช กล่าวคสช.จี้แสดงออกในกรอบ

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. และโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณี สนช.มีมติถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ว่า เป็นดุลพินิจการทำงานตามหน้าที่ของ สนช.ที่มีความเป็นเอกภาพ คสช.ไม่ได้มีส่วนเข้าไปข้องเกี่ยวแต่อย่างใด ขณะนี้ คสช.ยังคงดำเนินการต่อเนื่องในเรื่องดูแลความสงบเรียบร้อยบ้านเมือง ไม่ต่างจากห้วงที่ผ่านมา

ส่วนกรณีที่มีความเป็นห่วงว่าจะมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มสนับสนุนอดีตนายกฯ นั้น ขณะนี้ยังไม่พบการเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งนี้ ขอให้แสดงออกด้วยความระมัดระวังไม่ให้เกินกรอบ เชื่อว่าในสถานการณ์เช่นนี้ทุกกลุ่มทุกฝ่ายคงเข้าใจ และ คสช.ขอให้ประชาชนได้ตระหนักว่า ในขณะนี้ยังมีความจำเป็นที่จะต้องอาศัยการบังคับใช้กฎหมาย กับการดำเนินการใดๆ ก็ตามที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดความขัดแย้งหรือก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในสังคม ก็ขอความร่วมมือพยายามหลีกเลี่ยง ขอให้ทุกฝ่ายเชื่อมั่นในกระบวนการภาครัฐที่กำลังดำเนินการในเรื่องต่างๆ อยู่ในขณะนี้ พร้อมทั้งร่วมกันทำให้บรรยากาศบ้านเมืองสงบสุข

"นิคม"โล่งอกพ้นบ่วงกรรม

นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากที่ประชุม สนช.ลงมติไม่ถอดถอน ว่า ต้องขอขอบคุณสมาชิก สนช.ด้วยที่ให้ความเป็นธรรมแก่ตน เป็นการแสดงให้เห็นว่า กระบวนการทางนิติบัญญัติยังมีความเป็นธรรมอยู่ ซึ่งมติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า มีสมาชิกจำนวนมากที่มีความเข้าใจในข้อมูล ข้อเท็จจริง และหลักกฎหมายที่ตนได้นำเสนอไป อีกทั้งการต่อสู้ครั้งนี้ไม่ได้สู้เพื่อตัวเอง แต่เพื่อต้องการรักษาสถาบันนิติบัญญัติเอาไว้ ไม่ให้องค์กรหรืออำนาจอื่นๆ เข้ามาก้าวล่วงได้

"กระบวนการตอนนี้ก็ถือเป็นอันสิ้นสุดแล้ว พ้นบ่วงกรรมไปแล้ว สำหรับอนาคตทางการเมืองหลังไม่ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมือง 5 ปีนั้น คิดว่าหลังจากนี้ก็คงหยุดงานการเมืองสักระยะหนึ่ง และใช้ชีวิตช่วงนี้ตามเหมือนข้าราชการที่เกษียณอายุ ทำบุญไหว้พระ" นายนิคม กล่าว

"หมอวรงค์”ชี้สนช.มีความเป็นอิสระ

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงผลการลงมติไม่ถอดถอน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายนิคม ว่า หากดูจากลักษณะการลงมติ ซึ่งถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ แต่ไม่ถอดถอนนายนิคม และนายสมศักดิ์ ก็แสดงว่าการทำงานของ สนช.นั้นมีความเป็นอิสระ เพราะถ้าหากเป็นการลงมติตามใบสั่ง ลักษณะของการลงมติจะเป็นอีกแบบหนึ่ง ทั้งนี้ตนเชื่อว่าหลังจากที่ สนช.ได้รับรู้ข้อมูลต่างๆ และได้ฟังคำแถลงของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ก็คงจะรู้ว่าสังคมไม่ยอมรับแน่นอน ซึ่งทาง สนช.เองก็คงจะไม่สามารถลงมติเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากลงมติถอดถอน

ส่วนกรณีที่อัยการสูงสุด(อสส.) มีคำสั่งฟ้องนางสาวยิ่งลักษณ์ ในคดีอาญาทุจริตรับจำนำข้าวนั้น นพ.วรงค์ กล่าวว่า อสส.ก็คงจะไม่อยากตกขบวนจึงรีบตัดสินใจสั่งฟ้อง ซึ่งอย่างน้อยการตัดสินใจสั่งฟ้องก็ยังดีกว่าตัดสินใจผิด ซึ่งที่ผ่านมานั้นทาง อสส.ทำให้ประชาชนรู้สึกหวาดระแวง ในการทำหน้าที่อยู่พอสมควร แม้กระทั่งในช่วงที่ไม่กี่วันมานั้น เห็นว่านายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ รองอัยการสูงสุดก็มีความเห็นไม่ตรงกันกับทาง ป.ป.ช.ในเรื่องพยานหลักฐานอยู่ต่างๆ แต่ทั้งนี้เมื่อตัดสินใจสั่งฟ้องไปแล้วก็ดีกว่าตัดสินใจช้า

"นิพิฎฐ์"จี้คสช.สั่งสกัด"ยิ่งลักษณ์"เผ่นนอก

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หลังจากที่อัยการสูงสุดมีมติสั่งฟ้องอาญานางสาวยิ่งลักษณ์แล้ว ศาลจะมีคำสั่งห้ามออกนอกประเทศ เหมือนคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ศาลก็มีคำสั่ง แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยังหลบหนีออกไปได้ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำรอยพี่ชาย ตนเห็นว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ควรใช้อำนาจที่มีสั่งไปยังกองบัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ทุกแห่ง ให้ดูแลอย่างเข้มงวดไม่ให้นางสาวยิ่งลักษณ์ เดินทางออกนอกประเทศ

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณีนี้มีบทเรียนมาแล้วว่ากว่าที่ศาลจะมีคำสั่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ออกนอกประเทศไปนานแล้ว โดยที่ไม่มีใครรู้ หรือสกัดกั้นได้ทัน จึงไม่ควรให้มีการซ้ำรอยในคดีของนางสาวยิ่งลักษณ์อีก ขนาดตนและกลุ่มบุคคลอีกหลายคนที่ได้ไปร่วมเจรจากับคสช.ก่อนการปฏิวัติ ทุกวันนี้ยังถูกสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ และตม.ก็ควรตรวจตรา ดังนั้นในกรณีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ถือเป็นผู้ที่เข้าข่ายกระทำผิด ดังนั้น คสช.จึงควรวางมาตรฐานที่สูงกว่า เพราะนอกจากถูกสนช.ถอดถอนในวันนี้แล้วยังจะโดนคดีอาญาที่ร้ายแรงกว่าพวกตนด้วยซ้ำ

ข้องใจสนช.ไม่ถอดถอน"สมศักดิ์-นิคม"

ส่วนกรณีที่สนช.มีมติไม่ถอดถอนนายสมศักดิ์ และนายนิคม นั้นนายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า เชื่อว่าสังคมอยากรู้ว่าเหตุที่ไม่ถอดถอนของสนช.แต่ละคนคืออะไร การจะอ้างว่าเพราะรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่มีแล้วตนรับไม่ได้ เพราะก็ยังมี พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่กำหนดเรื่องการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งยังมีผลบังคับใช้อยู่ และที่สำคัญศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่าบุคคลทั้ง 2 มีความผิด การที่สนช.ไม่ถอดถอน ทำให้กลายเป็นว่า ประมุขสถาบันนิติบัญญัติทำผิดกฎหมายสูงสุดของประเทศ กลับลอยนวล

"แม้จะมีการตีความได้ 2 ทาง แต่อย่าลืมว่าเป็นการกระทำผิดก่อนที่จะมีการปฏิรูป แต่ตอนนี้เราก้าวเข้าสู่ยุคปฏิรูปแล้ว กลายเป็นว่าเขาไม่ผิด ถือเป็นเรื่องแปลกเพราะมันสวนทางกัน ในเมื่อมีการปฏิรูปแล้วก็ควรเอาคนผิดมาลงโทษให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะปฏิรูปทำไม จะอ้างว่ายกประโยชน์ให้จำเลยก็ไม่ได้ เพราะคำนี้ใช้กับคดีอาญาเท่านั้น แต่นี่เป็นความผิดทางการเมืองที่ย้อนหลังได้"