ผลไม่ถอดถอน"นิคม-สมศักดิ์" ทำให้สนช.เห็นตรงกันว่าส่งผลต่อคดีการถอดถอนอดีต 38 ส.ว.ในข้อหาแก้รัฐธรรมนูญ
(ออนไลน์หลังเที่ยงคืน) เบื้องหลังคะแนนสอย” ปู” เห็นตรงกัน ส่อทุจริต-ไม่ยับยั้งความเสียหาย
สำนักข่าวเนชั่น โดยประภาศรี โอสถานนท์
เบื้องหลังคะแนนสอย” ปู” เห็นตรงกัน ส่อทุจริต-ไม่ยับยั้งความเสียหาย ชี้ออส.ฟันอาญาส่งผลคะแนนพุ่ง เผย 38อดีตส.ว.ได้อานิสงส์ส่อรอดถอดถอน ผลจากคดี”นิคม-สมศักดิ์”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผลคะแนนการถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ที่ออกมาสูงถึง 190 คะแนนนั้น ถือว่าเกินความคาดหมายของสนช.หลายคนที่ประเมินว่า คะแนนถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์น่าจะอยู่ที่ 150-160 คะแนน ซึ่งเหตุผลที่คะแนนถอดถอนของน.ส.ยิ่งลักษณ์พุ่งขึ้นไปถึง 190 คะแนน เนื่องจาก สนช.สายทหารเกือบทุกคน ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ในสนช.ต่างเทคะแนนไปในทางเดียวกันคือ การถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ออกจากตำแหน่ง ขณะเดียวกันคะแนนการงดออกเสียงในช่วงคดีถอดถอนที่ผ่านมา ที่จะอยู่ในช่วง 20 กว่าคะแนน ก็หันมาเทลงมติถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์เช่นกัน เมื่อมารวมกับ เสียงของกลุ่ม 40 ส.ว. กลุ่มนักวิชาการ กลุ่มข้าราชการประจำ ทำให้คะแนนถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์เกินเป้าหมายที่สนช.หลายคนคาดการณ์ไว้ ส่วน 18 เสียงที่ลงมติไม่ถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ส่วนใหญ่มาจากสายทหาร ตำรวจ ที่รับราชการและนักธุรกิจบางคน
นอกจากนี้ยังเห็นว่า พฤติการณ์ของน.ส.ยิ่งลักษณ์มีความผิดชัดเจน กรณีไม่ใช้อำนาจการเป็นนายกรัฐมนตรี ยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นในโครงการจำนำข้าว โดยเฉพาะการที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ยอมมาตอบข้อซักถามต่อสนช.ด้วยตัวเองในวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา เป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้น้ำหนักความน่าเชื่อถือของน.ส.ยิ่งลักษณ์ลดน้อยลงในมุมมองของสนช. แม้น.ส.ยิ่งลักษณ์จะมาแถลงปิดคดีด้วยตัวเองในวันที่ 22 ม.ค. แต่เนื้อหาที่ชี้แจงเป็นเนื้อหาเดิมที่พูดในช่วงแถลงเปิดคดี ไม่มีพยานหลักฐานใหม่ ไม่สามารถชี้แจงเรื่องการขาดทุนโครงการจำนำข้าวได้ชัดเจน เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการแถลงตอบโต้ทางการเมืองกับป.ป.ช.มากกว่า
นอกจากนี้การที่ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดนายบุญทรง เตริยาภิมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ กรณีทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ก่อนที่สนช.จะลงมติถอดถอน 2 วัน รวมถึงกรณีที่อัยการสูงสุด มีมติสั่งฟ้องคดีอาญา น.ส.ยิ่งลักษณ์ในโครงการจำนำข้าว ในช่วงเช้าวันที่ 23 ม.ค.ก่อนที่สนช.จะลงมติถอดถอน ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความชัดเจนเรื่องการทุจริตในโครงการจำนำข้าว เป็นการเพิ่มความชอบธรรมในการลงมติถอดถอนยิ่งขึ้น เพราะถือว่าคดีมีมูลถึงขั้นที่อัยการสูงสุดสั่งฟ้องแล้ว ทำให้คะแนนการลงมติถอดถอนยิ่งไหลเพิ่มมากขึ้นพุ่งขึ้นไปถึง 190 คะแนน
สำหรับกรณีนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานส.ว. และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ที่สนช.ลงมติไม่ถอดถอนนั้น เนื่องจากเห็นว่าข้อกฎหมายในการเอาผิดยังไม่มีความชัดเจน เพราะรัฐธรรมนูญ2550 ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว เมื่อกฎหมายไม่มีความชัดเจน ก็ต้องยกประโยชน์ให้จำเลย ทำให้สนช.สายทหาร สายนักวิชาการ สายข้าราชการส่วนใหญ่ ต่างลงมติไม่ถอดถอนทั้งสองคนออกจากตำแหน่ง ผลจากการไม่ถอดถอนนายนิคมและนายสมศักดิ์ ทำให้สนช.เห็นตรงกันว่า ถือเป็นการส่งผลต่อคดีการถอดถอนอดีต 38 ส.ว.ในข้อหาแก้รัฐธรมนูญ เรื่องที่มาส.ว.โดยมิชอบ ที่ขณะนี้อยู่ได้เข้าสู่การกระบวนการถอดถอนของสนช.แล้ว มีแนวโน้มสูงที่จะไม่ถูกถอดถอนเช่นเดียวกับคดีนายนิคม และนายสมศักดิ์ เนื่องจากเป็นข้อหากระทำผิดแบบเดียวกัน และพฤติการณ์ข้อกล่าวหาของอดีต 38 ส.ว.ถือว่า เบากว่า เพราะเป็นเพียงผู้ร่วมลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ





