(รายงาน) คนปชป.หนุนปฏิรูปพรรคการเมือง เลิกจำกัดเงินบริจาคป้องนายทุน
ท่ามกลางการปฏิรูปประเทศที่ต่างฝ่ายต่างร่วมกันหาทางออก โดยการปฏิรูปครั้งนี้ประเด็นสำคัญอย่างด้านการเมืองยังคงเป็นปัญหารอการแก้ไขให้ข้ามผ่านความขัดแย้งอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ไปได้
เมื่อเร็วๆ นี้ ในวงเสวนาที่จัดโดยมูลนิธิเอเชีย จัดเสวนาในหัวข้อ "สร้างพรรคการเมืองให้เข้มแข็งอย่างไร?" โดยมีการเชิญนักวิชาการที่เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ด้านการเมือง ตลอดจนนักการเมืองมาร่วมนั่งพูดคุยในประเด็นดังกล่าว เพื่อนำไปสู่ทางออกของปัญหาเกี่ยวกับพรรคการเมืองในประเทศไทย ที่นับวันยังความขาดความเข้มแข็ง
นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความคิดเห็นไว้อย่างน่าสนใจผ่านความเป็นคนรุ่นใหม่ ที่เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงของพรรคการเมือง แม้แต่พรรคที่ตัวเองสังกัด และยังเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยกเลิกการตั้งกฎกีดกันการบริจาคเงินให้พรรคการเมือง เพราะจะบริจาคเท่าไหร่ แล้วมันหนักใคร!!!
นายอรรถวิชช์ เปิดเผยว่า ความคิดผมตอนนี้มันเปลี่ยนไปเยอะ แม้จะเป็นผู้แทนราษฎร แค่ 2 สมัยเท่านั้น แต่เป็น 2 สมัยที่สลับเป็นรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมทั้งเหตุการณ์ทางการเมือง โดยเคยคิดว่าพรรคการเมืองนั้น จะต้องเป็นพรรคที่นำอุดมการณ์ส่งออกไปเผยแพร่ และหาสมาชิกเข้าร่วมพรรคเท่านั้น
" เคยเชื่อว่าพรรคเล็กพรรคน้อย พรรคนี้เก่งเรื่องแรงงาน พรรคนี้เก่งเรื่องกีฬา คิดว่าต้องดึงคนให้สนใจพรรค ปรากฏว่า ผ่านการเป็นผู้แทน 2 สมัย และผ่านมา 2-3 ม็อบแล้ว ผมเปลี่ยนบริบทคิดไปแล้ว ผมคิดว่าพรรคการเมืองอาจจะต้องปรับปรุงตัวเอง โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ จะให้พรรคแรงงาน อยู่เป็นพรรคแรงงาน พรรคสิ่งแวดล้อมอยู่เป็นพรรคสิ่งแวดล้อม ผมไม่เชื่อแล้ว เพราะเวลาเข้ามาสู่ระบบสภา สามารถซื้อตัวกันไปหมด เราเคยอยู่ในช่วงงูเห่า หรือช่วงปรับเปลี่ยน หรือช่วงผลโหวตบางโหวตจะต้องใช้พรรคเล็กเป็นตัวแปร ผมจึงเชื่อในระบบพรรคใหญ่มากกว่า แต่ก็ต้องปรับปรุงตัวให้มีความหลากหลาย ไม่ใช่พรรคใหญ่ที่เป็นขี้ข้าของนายทุน หรือพรรคที่เอาแต่ใจตัวเอง โดยที่ไม่ดูอุดมการณ์จนลืมความหลากหลายของประชาชน"
นอกจากนี้ นายอรรถวิชช์ ยังมองต่อไปว่า มันถึงเวลาที่ต้องปรับแล้ว ยิ่งผ่านการชุมนุม กปปส. มายิ่งเห็นชัดเลยว่า ระบบการใช้ความขับเคลื่อนที่มีความหลากหลายของประชาชน กลับกลายเป็นพลัง มองให้ครบทุกด้านครับ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านพลังงาน ด้านต่างๆ แล้วมาประมวล
" เคยปรึกษากับคุณรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท อดีต ส.ส.ของพรรคผม ในเรื่องสิทธิสตรี ต้องมีสัดส่วนในองค์การบริหารส่วนตำบลเท่าไหร่ อย่างไร สรุปว่าคุณรัชฎาภรณ์ ไปตั้งพรรคสตรีล้วนด้วยตัวเอง ขับเคลื่อนได้ไหม ไม่มีทาง ขับเคลื่อนแบบนี้ลำบาก สิ่งที่ขับเคลื่อนได้คืออะไรครับ ต้องเอาของดีไปขายในพรรคการเมืองใหญ่ พอขายได้ก็ขับเคลื่อนเป็นระบบเดียวกัน ผมจึงเชื่อว่าระบบการขับเคลื่อนบนความหลากหลาย ที่มีผลมากกว่า ต้องเป็นพรรคการเมืองใหญ่และต้องเป็นพรรคที่กล้าเปิดรับความคิดเห็นที่แตกต่าง"
ขณะที่เรื่องทุน คือสิ่งที่พูดกัน ผมเคยฝากเรื่องนี้กับ อ.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ในฐานะประธานกรรมาธิการปฏิรูปด้านการเมือง ผมเป็นห่วงมากที่สุดคือเรื่องเงินบริจาค วันนี้สิ่งที่บริจาคกันได้คือกรอกในใบภาษีขีด 100 บาท ความจริงแล้วไม่ใช่การหักภาษี เราแค่ขีดช่องไว้ ประชาชนไม่ได้จ่าย คนที่จ่ายคือรัฐบาล จริงๆ เราบริจาคเงินเกิน 100 บาทได้ไหม ได้ครับ แต่เกินร้อยบาท ประชาชนเป็นคนจ่ายเอง และสูงสุดของนิติบุคคลอยู่ที่ 10 ล้านบาทเท่านั้นเอง
เป็นเรื่องที่ผมไม่เข้าใจมากที่สุด จะบริจาคหนึ่งร้อยล้าน สองร้อยล้าน แล้วมันไปมีปัญหาที่ใคร สมมุติว่าซีพีอยากบริจาค 500 ล้านบาท ทรูอยาก 500 ล้าน เจ้าอื่นๆ ก็อยาก 500 ล้านบาท ทำไมครับ ก็ไปเช็คสิครับว่า ความโปร่งใสมันอยู่ตรงไหน บริษัทห้างร้านนี้บริจาคเป็นร้อยล้าน ผลประโยชน์ทับซ้อนมันเกิดขึ้นหรือเปล่า ผมว่าเราควรพูดให้ชัดอย่าอยู่ในวัฒนธรรมตอแหล
อดีตส.ส.ประชาธิปัตย์ ยังอธิบายว่าทำไมควรเลิกการห้ามบริจาคเงินเกิน 10 ล้านบาทให้เห็นภาพ ถ้าสมมุติว่า พรรคนี้รับเงินจากบริษัทนี้ แล้วเวลาประมูลงาน เขาช่วยบริษัทนี้หรือไม่ ความโปร่งใสคืออะไร ก็คือขึ้นทะเบียนทั้งหมดครับ ถ้าเรายิ่งจำกัดวงเงินมากเท่าไหร่ เงินยิ่งลงใต้โต๊ะมากเท่านั้น
"ผมคิดว่าเราอย่าอยู่ในวังวนแบบนี้เลย แล้วก็ขึ้นรายละเอียดที่หน้าเว็บไซต์ของ กกต. ขึ้นให้มีความชัดเจน ความโปร่งใสคือสิ่งที่ดีที่สุด ในหลายๆ ประเทศก็ทำลักษณะนี้ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่เช่นนั้นแล้วพรรคการเมืองจะผูกขาดกับนายทุน เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วเกิดอะไรขึ้นครับ ท่านจะเห็นการโหวตกฎหมายที่ไม่ฟังใคร ท่านจะเห็นงูเห่าเกิดขึ้น ท่านจะเห็นพรรคการเมืองเล็กๆ แปรพักตร์กันทุกคน
ตอนเข้าอุดมการณ์ดีทุกคนครับ อุดมการณ์พรรคชัดเจน มีความชัดเจนหมด แต่เวลาโหวตไปดูเถอะครับ อย่างนี้วังวนประเทศไทยจะไม่จบและเราไม่เคยเรียนรู้จากความเจ็บปวดของเรา พรรคหลายพรรคที่เป็นพรรคเล็กมีขึ้นก็ตายไป เราไม่เรียนรู้จากความเจ็บปวด มันคือการเสียเวลาประชาชน พอถึงเวลามีพรรคหนึ่งให้ความหวังเราอย่างหนึ่ง แล้วพอเข้ามาก็เปลี่ยนพรรคเปลี่ยนชื่อ บางพรรคเปลี่ยนไม่รู้กี่ชื่อแล้ว ผมคิดว่าอยากเห็นพรรคการเมืองพรรคใหญ่มีการปฏิรูปตัวเอง ให้มีความหลากหลายของคน และเลิกกีดกันเงินบริจาคพรรคการเมือง"
ส่วนเรื่องการกระจายอำนาจของบ้านเรา ค่อนข้างพิสดารเหลือเกิน อย่าง อบจ. ไม่มีพื้นที่ คนที่มีพื้นที่คือ เทศบาลกับ อบต. ซึ่งที่ อบจ.ทำได้ คือทำถนนระหว่าง อบจ.ด้วยกัน แต่มันดันไปอยู่ในภารกิจของกรมทางหลวงชนบท ถึงเวลาก็ไปเป็นภารกิจของกรมทางหลวงชนบท ประชาชนรู้ไหมครับ ว่าจะทำตรงไหนอย่างไรบ้าง ไม่รู้หรอกครับ เพราะเป็นไปตามแผนราชการ อบจ.ก็เลยไม่มีอะไรทำ
โดย อบจ. มีหน้าที่ ในกรณีที่ อบต.อยากได้รถส้วมคันหนึ่ง ก็ทำหนังสือไปให้ อบจ. ทำเรื่องจัดซื้อ เมื่อซื้อเสร็จเรียบร้อย ก็ส่งมาให้ อบต. ยืม จึงทำให้ อบจ. ของเราปัจจุบันมีหน้าที่แค่เป็นหน่วยจัดซื้อจัดจ้างให้เทศบาลและอบต. เท่านั้น ไม่มีพื้นที่ในการจัดการดูแล
ผมจึงแสดงให้เห็นว่า การกระจายอำนาจบ้านเรามันอ่อนแอ ช่องโหว่เยอะเหลือเกิน อบจ.ไม่มีพื้นที่ลงทำงาน อบต.มีพื้นที่แต่ไม่มีเงิน สิ่งที่จะอุดช่องว่างคือวิ่งเข้าหานักการเมือง สิ่งที่นักการเมืองวิ่งต่อไปคือ วิ่งหางบประมาณ ฉะนั้น หากการกระจายอำนาจของไทย ไม่เดินหน้า แล้วใครเป็นใครในความถูกต้อง สิ่งที่ทำได้คือ ส.ส.และสาขาพรรคการเมือง จะเป็นตัวอุดช่องว่างได้
ในการอุดช่องว่างนั้น ต้องใช้งบประมาณ และต้องใช้เยอะ อย่างสาขาพรรคต้องรับกี่เรื่อง คนแจ้งเรื่องนั้นเรื่องนี้ อย่างในกทม. นักการเมืองท้องถิ่น สข. เงินเดือนไม่ถึง 15000 บาท อบต.เงินเดือนไม่กี่บาท แต่ต้องรับเรื่องไม่รู้กี่เรื่อง งบประมาณก็ไม่มี ก็ต้องไปซูฮกกับนักการเมือง
ดังนั้น ถ้ากระจายอำนาจโตเมื่อไหร่ โดยให้ อบจ. อบต. รู้หน้าที่ตนเอง เช่น จังหวัดจัดการตนเอง การยุบส่วนภูมิภาคที่เป็นสาขา ทำให้ อบจ.มีความเข้มแข็งมากขึ้น มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดของตนเอง มันก็โตได้ แต่มันโตไม่ได้ เพราะข้าราชการภูมิภาค หวงอำนาจ ถ้าเรายังอยู่ในวังวนเดิม ไม่จัดส่วนภูมิภาค กระจายอำนาจท้องถิ่น ระบบทุนของนักการเมือง พรรคการเมืองก็ยังมีอยู่
"ผมคาดหวังกับ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช. ) ไม่รู้ว่าจะกล้าทำกันไหม หรือจะทำตามใบสั่งกันอย่างเดียว ผมคิดว่า ยุคใหม่ เป็นยุคที่พูดแล้วต้องทำเลย แล้วต้องมองให้เป็นระบบ ไม่เช่นนั้นเราจะไปติดวัฒนธรรมบางเรื่องแล้วเราไปกีดกัน"





