เสนออัยการขอตัว "กิตติศักดิ์" คดียักยอกเงิน สจล.เป็นผู้ร้ายข้ามแดน ลุ้นมติปปง.11ก.พ.ถอนอายัดรถ "บอย ปกรณ์"
วานนี้ (22 ม.ค.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงการติดตามตัว นายกิตติศักดิ์ มัทธุจัด ผู้ต้องหาในคดียักยอกเงินสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) มูลค่ากว่า 1.6 พันล้านบาทที่ยังหลบหนีอยู่ที่ประเทศอังกฤษว่า ได้ส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุดเพื่อขอให้ดำเนินการตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนแล้ว พร้อมจะเร่งดำเนินการขอหมายแดงไปยังตำรวจสากลเพื่อขอความร่วมมือให้ช่วยติดตามตัว โดยระบุว่าเป็นผู้ต้องหาตาม พ.ร.บ.การฟอกเงิน ซึ่งเป็นคดีสากลที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ
ด้าน พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวถึงกรณีที่นายปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ หรือ บอย ปกรณ์ ดาราชื่อดัง นำข้อมูลเข้าชี้แจงแสดงความบริสุทธิ์ในการซื้อรถยนต์ ซูเปอร์คาร์ ยี่ห้อลัมโบกินี กัลลาโด จากนายกิตติศักดิ์ ว่า แม้กฎหมายฟอกเงินระบุว่าทรัพย์ที่ได้มาจากการฟอกเงินจะต้องถูกยึดเพื่อคืนเงินให้กับผู้เสียหาย แต่กฎหมายก็มีบทคุ้มครองความสุจริตของผู้ซื้อด้วย
ดังนั้นกรณีดังกล่าวต้องนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเสนอให้คณะกรรมการธุรกรรม ปปง.พิจารณาลงมติว่าจะถอนการอายัดหรือไม่ โดยคณะกรรมการจะประชุมเพื่อพิจารณาวาระดังกล่าวในวันที่ 11 ก.พ.นี้
เลขาธิการ ปปง.กล่าวอีกว่า สำหรับแก๊งคอลล์เซ็นเตอร์ที่แอบอ้างข่าวการอายัดทรัพย์สินเครือข่ายในคดี สจล.นั้น ขณะนี้มีการแจ้งเบาะแสกับ ปปง. แล้ว 2 ราย เป็นประชาชนทั่วไป 1 ราย และอาจารย์ สจล. 1 ราย โดยในรายของอาจารย์ สจล.ได้ติดตามข่าวสารอยู่ตลอด จึงไม่หลงเชื่อ ทำให้ขณะนี้เจ้าหน้าที่ สจล.อาจตกเป็นเป้าหมายของแก๊งคอลล์เซ็นเตอร์ จึงได้ประสานกับอธิการบดี สจล.ในการแจ้งเตือนบุคลากรภายในสถาบัน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อโอนเงินให้แก๊งเหล่านี้
ส่วนอีกรายที่เป็นประชาชนทั่วไป เป็นลูกจ้างโรงงานรายหนึ่งในต่างจังหวัด โดยรายนี้สูญเงินไปกว่า 1.5 ล้านบาท จากการถูกหลอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ปปง.ที่กำลังตรวจสอบเส้นทางการเงินเครือข่ายยักยอกทรัพย์ พร้อมระบุให้ผู้เสียหายโอนเงินมาให้ตรวจสอบ เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินติดต่อกันมากถึง 16 ครั้ง เป็นการโอนด้วยการนำเงินสดเข้าเครื่อง ครั้งละ ประมาณ 98,000 บาท โดยโอนเข้าบัญชีปลายทางรวม 4 บัญชีและจากการตรวจสอบเงินทั้งหมดถูกเบิกออกไปหมดแล้ว
สำหรับพฤติกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพจะติดตามข่าวสาร ก่อนจะตั้งตนเป็นคอลล์เซ็นเตอร์ใช้จังหวะที่มีกระแสข่าวการอายัดทรัพย์เครือข่ายผู้ต้องในคดี เพื่อแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ขอตรวจสอบบัญชีเงินฝากที่อาจเกี่ยวข้องคดี ทำให้ประชาชนทั่วไป ที่ไม่ได้ติดตามข่าวสารหลงเชื่อโอนเงินไปตามข้ออ้าง โดยระหว่างที่ผู้เสียหายทำธุรกรรมโอนเงินให้คนร้าย คนร้ายจะพยายามหว่านล้อมต่างๆ นานาผ่านโทรศัพท์ อ้างข้อกฎหมายฟอกเงิน หรือขู่ว่าแม้จะไม่โอนเงินให้ตรวจสอบ ปปง.ก็มีอำนาจอายัดเงินได้
อย่างไรก็ตาม การที่คนร้ายใช้วิธีให้ผู้เสียหายโอนเงินสดเข้าเครื่องโอนเงินอัตโนมัติก็เพื่อให้การตรวจสอบปลายทางทำได้ยากขึ้น เพราะหากเป็นการกดโอนเงินระหว่างบัญชีจะปรากฏเลขที่บัญชีปลายทางชัดเจน แต่หากโอนเงินสดเข้าเครื่องสลิปที่ออกมาจะระบุบัญชีปลายทางไม่ครบทุกตัวและในการต้องใช้เวลาตรวจสอบ และเนื่องจากกลุ่มมิจฉาชีพใช้วิธีโทรศัพท์ถึงผู้เสียหายในช่วงใกล้เวลา 15.30 น. ที่ธนาคารจะปิดทำการ ทำให้ ปปง.ประสานการอายัดไม่ทันการ





