"ประวิตร" สวนสองแกนนำเสื้อแดง ขู่นองเลือดหากถอดถอน "ยิ่งลักษณ์" แนะใช้สมองก่อนพูด
ยันเป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่การทำงานของรัฐบาล ย้ำไม่ได้แก้แค้นใคร ด้าน "ขวัญชัย" เผยทำใจยอมรับมติถอดถอนของ สนช. เชื่อประชาชนยังรักตระกูล "ชินวัตร"
วานนี้ (22 ม.ค.) ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่นายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำคนเสื้อแดง ออกมาระบุหากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง จะทำให้ความปรองดองเกิดยาก เพราะไม่มีความยุติธรรม และจะนำไปสู่การนองเลือดหรือจลาจลว่า พูดแบบนั้นทำไมและเกิดประโยชน์อะไร เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ไม่ได้เกี่ยวกับการบริหารประเทศ
"ขณะนี้ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น อย่าไปพูดแบบนี้ มันไม่ดีกับประเทศชาติ ทำให้ประเทศชาติที่กำลังเดินไปข้างหน้าได้ดีในตอนนี้ อาจจะมีปัญหาได้ ดังนั้นต้องใช้สมองมากกว่านี้" พล.อ.ประวิตร กล่าว
เมื่อถามอีกว่า นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำคนเสื้อแดง ออกมาระบุว่า ถ้ามีการถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ก็ให้เลิกพูดเรื่องความปรองดองไปได้เลย พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า นี่เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมที่ประเทศเราสร้างมาแบบนี้ ฝ่ายบริหารเราบอกแล้วว่าเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนวันที่ 22 พ.ค.2557 ก็เป็นเรื่องของกระบวนการปกติที่จะดำเนินการ แต่หลังจากวันนั้นเป็นเรื่องที่เรารับผิดชอบทั้งหมดเพื่อสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น
"รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ไปแก้แค้นใครหรือไล่ล่าใคร และไม่ได้ไปดำเนินการเพื่อสร้างความเกลียดชัง แต่สิ่งที่ต้องทำคือทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าและเกิดความสุข ความสงบให้ได้" พล.อ.ประวิตร ย้ำ
"ขวัญชัย"ทำใจหาก"ยิ่งลักษณ์"ถูกถอด
ที่ชมรมคนรักอุดร บ้านหนองลีหู ต.สามพร้าว อ.เมือง นายขวัญชัย สาราคำ หรือ ไพรพนา อดีตประธานชมรมคนรักอุดร กล่าวภายหลังรับฟังการแถลงปิดคดีถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ ว่า หากเป็นไปตามการคาดการณ์ เราคงต้องอดทนให้ถึงที่สุด ตามที่ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ออกมาชี้แจงว่า ขณะนี้เราอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องจำยอม ต้องปฏิบัติตามมติของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่พวกเราต้องให้ความร่วมมือ สนับสนุนในการบริหารประเทศ
ฉะนั้น นางสาวยิ่งลักษณ์ จะชี้แจงอย่างไรก็แล้วแต่ ทั้งที่ในการแถลงปิดคดี นางสาวยิ่งลักษณ์พูดได้ดีมาก มีความชัดเจนทุกกระบวนความ แต่ สนช.ทั้ง 220 คนนั้นจะลงมติถอดถอนหรือไม่อย่างไร เชื่อว่าธงที่นำมานั้นเป็นความชัดเจนที่สุด เพราะเขาก็กลัวว่ากลุ่มที่สนับสนุนให้ คสช.ออกมายึดอำนาจ จะออกมากวนในภายหลัง หากไม่ถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์
“พวกเราทุกคนเห็นแล้ว แต่ทำอะไรไม่ได้ พูดอะไรไม่ได้จริงๆ ขอให้สังคมได้ติดตามต่อไป เหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นประวัติศาสตร์ที่ต้องบันทึกไว้เลยว่า นี่คือกระบวนการที่จะล้มคนใกล้ชิดอดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกรังแกมาโดยตลอด ตั้งแต่ปี 2549 จนถึงวันนี้ ยังไม่ยอมยุติ ฉะนั้นประชาชนจึงรักอดีตนายกฯมากขึ้น และตอนนี้ก็ยิ่งมารักอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์มากขึ้นด้วย เชื่อมั่นว่าวันใดที่มีการเลือกตั้ง ประชาชนจะเป็นผู้ให้คำตอบที่ชัดเจนที่สุด" นายขวัญชัย กล่าว
กมธ.ยกร่างฯลบประเด็นเฮทสปีช
ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ เป็นประธานการประชุม มีวาระพิจารณาทบทวนบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญ ในประเด็นการห้ามให้สื่อสารที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังหรือเฮทสปีช ที่ระบุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ และผ่านการพิจารณาไปแล้ว
เนื่องจากพบข้อท้วงติงจากสื่อมวลชนว่าการบัญญัติถ้อยคำดังกล่าวไว้ในหลายส่วน เช่น บททั่วไป ส่วนสิทธิพลเมือง ในมาตราที่เกี่ยวกับสื่อมวลชน ถือเป็นการเขียนบทบัญญัติที่กระทบต่อการใช้สิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน อีกทั้งจะทำให้ผู้ที่ไม่สุจริตใช้เป็นกลไกในการฟ้องร้อง แทรกแซง และคุกคามสื่อมวลชน
โดยเหตุผลประการสำคัญที่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ต้องทบทวนดังกล่าวในขณะนี้ เพื่อเป็นการดำเนินยุทธศาสตร์ของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ต้องการเปิดศึกหลายด้าน เพราะในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีผลเปลี่ยนแปลงในหลายหน่วยงานและอาจทำให้เกิดความไม่พอใจได้ ส่วนที่ต้องทบทวนบทบัญญัติเกี่ยวข้องกับสื่อมวลชน เพราะสื่อมวลชนมีความสำคัญต่อการรายงานข่าว จึงไม่อยากเปิดศึกกับสื่อมวลชน
โดยข้อสรุปของการพิจารณานั้น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ตัดถ้อยคำที่ว่า “หรือเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเกลียดชังระหว่างคนในชาติหรือศาสนา หรือการใช้ความรุนแรงระหว่างกัน” ที่เขียนไว้ในหมวด 2 ประชาชน ในตอนที่ 3 ส่วนของสิทธิมาตรา (1/2/2)20 วรรคท้ายออก ขณะที่ในมาตราอื่นๆ ที่ถ้อยคำดังกล่าวอยู่นั้น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ อาจมีการทบทวนเช่นเดียวกันแต่เป็นในคราวถัดไป
ด้านนายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงเพิ่มเติมว่า ขณะเดียวกันที่หลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงว่า เมื่อตัดถ้อยคำดังกล่าวออกอาจทำให้เป็นการเปิดช่องให้สื่อมวลชนต่างชาติใช้เสรีภาพในการแสดงความเห็นและเผยแพร่ความเห็น ซึ่งเข้าข่ายก่อให้เกิดความเกลียดชังในประเทศไทยได้นั้น
เรื่องนี้ขอให้หมดกังวล เพราะประเด็นดังกล่าวยังมีบทบัญญัติกำกับการใช้เสรีภาพดังกล่าวไว้ในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ที่กำหนดให้การจำกัดเสรีภาพในการแสดงความเห็นต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ คุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียงของบุคคล และรักษาความสงบเรียบร้อย ส่วนประเด็นที่นำข้อความที่สร้างความเกลียดชังจากต่างประเทศมาเผยแพร่ในประเทศจะเข้าข่ายทำผิดหรือไม่นั้นต้องพิจารณาในรายละเอียดในกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป





