ส่อชะลอร่างกฎหมาย ป.ป.ช. ที่แก้ไขส่วนเพิ่มอำนาจ หลัง กมธ.ยกร่างรธน.-สปช.-อนุ กมธ.สนช. เห็นตรงควรชะลอ
จนกว่าร่างรธน.จะพิจารณาแล้วเสร็จ ส่วนประเด็นแก้ไขเพิ่มอนุวัติกฎหมายให้เป็นไปตาม UNCAC -แก้ไขคำผิด ให้เดินหน้าต่อไปได้
ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานการประชุมได้มีวาระพิจารณาคือการทำความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ประกอบรัฐธรรมูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ฉบับที่.....) ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ตามที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เสนอเรื่องผ่านมายังสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาทำความเห็น โดยข้อสรุปทางกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ คือ ให้ชะลอการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. (ฉบับที่...) ในประเด็นที่เป็นการแก้ไขมาตราที่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ ป.ป.ช. เพราะมีประเด็นที่ไม่สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขณะที่การแก้ไขบทบัญญัติที่เพื่อเป็นการอนุวัติให้เป็นไปตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ.2003 (UNCAC) ซึ่งประเทศไทยได้ให้สัตยาบรรณร่วมเป็นภาคี โดยมีผลบังคับในวันที่ 31 มี.ค. 54 และประเด็นที่ผิดพลาด เช่น คำผิด และบทบัญญัติในฉบับที่ขัดแย้งในตัวเอง สามารถดำเนินการได้ นอกจากนั้นยังได้มีมติให้ทำหนังสือถึงนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช., พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อให้พิจารณาบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ 1. ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่...) พ.ศ. ( แก้ไขเพิ่มเติมการริบทรัพย์สินตามมูลค่า ) และ 2 ร่าง พ.ร.บ.ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องอาญา (ฉบับที่...) พ.ศ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ควรอนุวัติให้เป็นไปตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ.2003 (UNCAC) เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ซึ่งไม่เฉพาะ ป.ป.ช.เท่านั้นมีกฎหมายกลางในการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนั้นให้ทำสำเนาหนังสือถึงนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช.ให้รับทราบด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการทำความเห็นของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการแก้ไขรายละเอียดในกฎหมาย ป.ป.ช. ว่าด้วยการตรวจสอบการยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้แก่ นายกฯ , รัฐมนตรี, ส.ส.,ส.ว., ข้าราชการการเมืองอื่นตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมือง และข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายรัฐสภา ที่กำหนดให้เป็นอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งไม่ตรงกับร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอให้เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค
นอกจากนั้นในประเด็นที่ตรวจสอบพบความผิดเกี่ยวกับการยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือผู้บริหารท้องถิ่น ในถ้อยคำของร่างกฎหมาย ระบุว่า “ห้ามมิให้ผู้นั้นดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองหรือตำแหน่งใดๆ ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐนับแต่วันที่ศาลมีคำวินิจฉัย” ซึ่งแก้ไขจากเดิมที่ระบุช่วงเวลาห้ามดำรงตำแหน่ง คือ 5 ปี ดังนั้นในการแก้ไขใหม่ที่ไม่กำหนดช่วงเวลาดังกล่าว เจตนาคือหมายถึงห้ามดำรงตำแหน่งตลอดชีวิต ถือว่ามีความไม่เหมาะสม
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าในการพิจารณาประเด็นดังกล่าวในชั้นการพิจารณาของคณะอนุกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างกฎหมาย ป.ป.ช. ของสนช. ได้หารือในรายละเอียด เมื่อช่วงเช้าวันที่ 22 ม.ค. และได้ข้อสรุป คือ จะเสนอ2แนวทางให้ที่ประชุม สนช.พิจารณา 2 ทาง คือ แนวทางที่1.ให้ป.ป.ช. นำร่างกฎหมายกลับไปทบทวน และเสนอสู่สนช. ใหม่ โดยแยกร่างกฎหมายเป็น 2 ฉบับ คือ ฉบับที่แก้ไขบทบัญญัติเพื่อให้เป็ไปตามอนุสัญญา UNCAC และการแก้ไขข้อผิดพลาด เช่น คำผิด เป็นต้น และฉบับที่แก้ไขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงาน ป.ช.ช. และแนวทางที่2 คือ สนช.พิจารณารับหลักการวาระแรก อย่างไรก็ตามในแนวทางที่2นั้นมีประเด็นที่หารือด้วยว่าการหลักการของร่างกฎหมาย ป.ป.ช.เสนอนั้นเขียนจำกัดและเคร่งครัดเกินไป ทำให้สนช. ไม่สามารถแก้ไขรายละเอียดที่เกินกว่าหลักการที่ ป.ป.ช.เสนอสู่สนช.ได้ ขณะที่ความเห็นของสปช.นั้นมีข้อสรุป คือ ในรายละเอียดที่เกี่ยวกับการแก้ไขมาตราเพื่ออนุวัติให้เป็นไปตามอนุสัญญา UNCAC และแก้ไขคำผิด สามารถเดินหน้าได้ แต่ส่วนที่เป็นรายละเอียดของการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานนั้นควรนำไปพิจารณาในคราวถัดไป โดยความเห็นทั้งหมดนี้ ทางสนช. เตรียมพิจารณาในการประชุมสัปดาห์หน้า





