(รายงาน) ตีกรอบวาระประธานศาลรธน.3ปี เปิดช่องผู้นำฝ่ายค้านยื่นเรื่องโดยตรง
การประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) เพื่อพิจารณาบทบัญญัติเป็นรายมาตราแห่งรัฐธรรมนูญ วันที่ 7 เมื่อวานนี้ (21 ม.ค.) เป็นการพิจารณาต่อเนื่องในร่างมาตราที่ว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งอยู่ใน หมวด 1 ว่าด้วยศาลและกระบวนการยุติธรรม ของภาค 3 นิติธรรม ศาล และองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
เริ่มพิจารณาใน (3/1/2) 4 ว่าด้วยวาระดำรงตำแหน่งของประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยอนุ กมธ.พิจารณาบัญญัติเป็นรายมาตราแห่งรัฐธรรมนูญ ได้นำความในมาตรา 208 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณาโดยไม่มีการปรับแก้ โดยให้คงวาระการดำรงตำแหน่ง 9 ปี และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว
ทั้งนี้ มีข้อเสนอของกมธ.ยกร่างฯ ให้เขียนบทบัญญัติเพิ่มเติมว่าด้วยวาระการดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดให้มีวาระดำรงตำแหน่ง 3 ปี และเป็นได้วาระเดียว โดยเหตุผลสำคัญคือเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ไปดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญนั้นอยู่นานเกินไป จนกลายเป็นคนบ้าอำนาจไปในที่สุด
ทั้งยังเพิ่มถ้อยคำว่า เมื่อพ้นจากประธานศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ให้กลับไปดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ต่อ โดยมีเหตุผลสำคัญคือเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่หวังดี หรือพวกศรีธนญชัย นำประเด็นไปฟ้องร้องเพื่อกลั่นแกล้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ทั้งนี้ที่ประชุมได้มีมติเพิ่มเติมบทบัญญัติดังกล่าวไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ต่อจากนั้นเป็นการพิจารณา มาตรา (3/1/2) 8 ว่าด้วยการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัย กรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กร โดยอนุ กมธ.ยกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตราฯ นำหลักการสำคัญจากมาตรา 266 ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และบทบัญญัติของมาตรา 214 ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณา
ทั้งนี้ ได้เพิ่มสิทธิให้ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะตัวแทนของฝ่ายค้านในสภา มีสิทธิเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยได้ โดยอนุกมธ.ยกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตราฯ ชี้แจงความสำคัญว่ารัฐธรรมนูญมีหน้าที่สำคัญคือคุ้มครองฝ่ายเสียงข้างน้อย ซึ่งในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมาไม่ได้กำหนดไว้ แม้จะเขียนให้เป็นในนามประธานรัฐสภา แต่ยังถือว่าไม่ครอบคลุม เพราะรัฐสภาถือเป็นองค์กรกลุ่มที่ต้องใช้เสียงข้างมากของรัฐสภาตัดสิน ดังนั้นการเขียนถ้อยคำดังกล่าวเป็นการคุ้มครองเสียงข้างน้อย
นอกจากนั้นแล้วยังถือเป็นการผ่าทางตันที่เกิดกับการเมืองไทยช่วงที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มาตรา 214 ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ไม่ได้เปิดช่องให้ จึงทำให้ฝ่ายเสียงข้างน้อยในรัฐสภาใช้กลไกของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 68 ไปดำเนินการ สุดท้ายในการพิจารณาของ กมธ.ยกร่างฯ ได้เสนอให้ปรับข้อความให้มีความเหมาะสมและผ่านการพิจารณา
จากนั้นเป็นการพิจารณา มาตรา (3/1/2)9 ว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยนำหลักการและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 216 ทั้งมาตรา และมาตรา 211 วรรคท้ายมาจัดเรียงให้มีความเหมาะสมโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญใดๆ
ในร่างมาตราว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญที่มีจำนวน 9 มาตรานั้น ที่ประชุม กมธ.ยกร่างฯ ได้ผ่านการพิจารณาไปทั้งสิ้น 9 มาตรา แต่ยังมีประเด็นที่รอการพิจารณาไว้ 1 วรรค คือ วรรคที่ว่าด้วยคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 คน ซึ่งเลือกโดยวุฒิสภา และสมัชชาพลเมือง ที่อยู่ในมาตรา(3/1/2)2 เนื่องจาก กมธ.ยกร่างฯ ยังมีประเด็นที่ต้องหารือในรายละเอียด
........
โอนอำนาจให้ "ศาลอุทธรณ์"แจกใบเหลือง-แดง สอบบัญชีทรัพย์สิน
การประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) เพื่อพิจารณาเนื้อหาเป็นรายมาตราแห่งรัฐธรรมนูญ เมื่อบ่ายวานนี้ (21 ม.ค.) ได้เข้าสู่ในส่วนของศาลยุติธรรม ซึ่งคณะอนุ กมธ.พิจารณายกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตราฯ ได้เสนอร่างรวมทั้งหมด 4 มาตรา คงหลักการและสาระสำคัญที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เกือบทั้งหมด
อย่างไรก็ดี มีบางประเด็นที่เพิ่มเติมเข้ามาใหม่ คือ มาตรา (3/1/3) 2 ว่าด้วยชั้นการพิจารณาของศาล ที่ประกอบด้วย ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา แต่คดีใดที่จะเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ในชั้นฎีกานั้นต้องผ่านการพิจารณาและได้รับอนุญาตจากที่ประชุมของศาลฎีกาก่อน
เจตนารมณ์สำคัญของบทบัญญัติที่เพิ่มเติมนี้ เพื่อเป็นการลดคดีในชั้นฎีกาของศาลฎีกา รวมถึงเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้พิพากษาในศาลฎีกามีจำนวนมากเกินไป
กระนั้นก็ตาม กมธ.ยกร่างฯมีความเห็นโต้แย้ง เนื่องจากจะเป็นการลดชั้นการพิจารณาคดีของศาลให้เหลือเพียงศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์เท่านั้น ถือเป็นการลดทอนสิทธิพลเมืองในกระบวนการยุติธรรม ส่วนเจตนารมณ์ที่อนุกมธ.ฯชี้แจง ถือเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างของศาลยุติธรรม จึงควรหาวิธีเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างจะดีกว่าการลดความยุติธรรมในการพิจารณาคดี แต่ประเด็นยังไม่ได้ข้อยุติ
ส่วนมาตรา (3/1/3) 4 ว่าด้วยอำนาจของศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค ต่อการพิจารณาและพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น รวมถึงการจงใจไม่ยื่น, จงใจยื่นเท็จ และปกปิดข้อเท็จจริงในการยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ ซึ่งนำความจากมาตรา 219 วรรคสาม และมาตรา 263 ของรัฐธรรมนูญมาพิจารณาเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ มีสาระสำคัญ คือ เป็นการใช้อำนาจพิจารณาและพิพากษาคดีแทนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อลดคดีในชั้นศาลฎีกา โดย กมธ.ยกร่างฯได้พิจารณาและปรับแก้ไขถ้อยคำ ก่อนที่จะให้ผ่านการพิจารณาในมาตรานี้ และเข้าสู่การพิจารณามาตราที่ว่าด้วยศาลปกครอง





