(รายงาน) โจทย์"พรรคการเมืองเข้มแข็ง" คำถามใหญ่ในร่างรธน.ใหม่
ท่ามกลางกระแสปฏิรูปประเทศในยุค "คืนความสุขให้คนในชาติ" ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แม้ภาพใหญ่จะมุ่งสร้างการปฏิรูปในทุกๆ ด้าน แต่ด้านสำคัญที่สุดและผู้คนให้ความสนใจมากที่สุดย่อมหนีไม่พ้น "ปฏิรูปการเมือง"
แน่นอนว่ามีข้อเสนอเรื่องนี้ทั้งจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปบัญญัติในกติกาประเทศ
วันนี้ประเทศไทยยังสาละวนอยู่บนทางสองแพร่ง ระหว่างความหวาดกลัวการทุจริตกลืนกินประเทศจาก "เผด็จการรัฐสภา" และความเสี่ยงต่อภาวะ "เป็ดง่อย" จากระบบพรรคการเมืองอ่อนแอ
วานนี้ (21 ม.ค.) มูลนิธิเอเชีย ได้จัดงานสัมมนาเรื่อง "การสร้างพรรคการเมืองให้เข้มแข็งอย่างไร?" อันเป็นเวทีต่อเนื่องจากการสัมมนาครั้งที่ 1 หัวข้อ ระบบการเลือกตั้งที่สะท้อนทุกเสียงประชาชน เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.ปีที่แล้ว
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการจากสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า พรรคการเมืองที่เข้มแข็งคือพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง และผลักดันนโยบายของพรรคไปเป็นนโยบายของชาติได้
"เวลาที่เราพูดกันว่าทำอย่างไรจะสร้างพรรคการเมืองไทยให้เข้มแข็ง หน้าตาเป็นอย่างไร มันจะมีคำถามที่ซ้อนคำถามขึ้นมาทันที เพราะเวลาเราพูดถึงความเข้มแข็ง มันจะมีอยู่ 2 มิติ คือพรรคการเมืองที่เข้มแข็งมากๆ อยู่แล้ว ยังจะทำให้เข้มแข็งอีกหรือ กับอีกประการคือยังไม่มีพรรคการเมืองที่ไม่เข้มแข็งจริงๆ อยู่ เราต้องมาพูดกันว่าจะทำอย่างไรให้พรรคการเมืองเหล่านั้นเข้มแข็งขึ้นมาบ้าง"
ดร.สติธร อธิบายว่า การพูดถึงพรรคการเมืองที่เข้มแข็งอยู่แล้ว มันมีปัญหาตรงที่เข้มแข็งเกินไป และเข้มแข็งอยู่กับเฉพาะพวกเขา (นักการเมือง) ไม่มาเข้มแข็งกับเรา (ประชาชน) เข้มแข็งแบบนี้มันตัดโอกาส ตัดทางเลือกให้กับประชาชน เวลาที่เราเจอพรรคการเมืองแบบนี้ มันจะนำไปสู่ข้อเสนอผูกมัดว่า พรรคการเมืองประเภทนี้กลายเป็นสมบัติของใครบางคน บางกลุ่ม
"จากที่ไปฟังเสียงประชาชนที่ จ.สุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา ตอนนี้ทางเลือกให้กับประชาชนมี 2 อย่าง คือ นักการเมืองที่เลวมาก กับ เลว พรรคการเมืองก็เหมือนกัน คือ เลวมาก กับ เลว พอพรรคการเมืองที่เข้มแข็งเป็นแบบนี้ มันก็เลยสร้างปัญหา ขณะเดียวกัน ความที่พรรคการเมืองอื่นๆ ไม่เข้มแข็ง หรือคนไม่อยากเข้าร่วมพรรคการเมือง เพราะพรรคการเมืองมันถูกระบายสีไปแล้วว่าน่าเกลียดน่าชัง มันก็จะทำให้เวลาที่เราคิดว่าจะทำอย่างไรให้เข้มแข็ง มันก็เลยมีปัญหาอุปสรรค"
ดร.สติธร อธิบายต่อว่า เมื่อถามว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ก็จะเข้าสู่หัวข้อที่ 2 ประเด็นที่สำคัญคือว่า พรรคการเมืองสำคัญอย่างไร และทำไมต้องมีพรรคการเมือง นอกจากนี้ การทำพรรคการเมืองให้เข้มแข็งของ 2 พรรคการเมืองใหญ่ ก็ยังไม่ทำตามกฎหมายที่ถูกต้อง
นอกจากนี้การก่อร่างของประชาธิปไตยและพรรคการเมืองไทย ยังไม่ได้เริ่มต้นที่ภาคประชาชนอย่างชาติอื่นๆ แต่เป็นการรวมกันของกลุ่มนำทางการเมือง กลุ่มทุนกลุ่มผลประโยชน์รวมตัวกันตั้งพรรคการเมือง และสิทธิ์ในการเลือกผู้สมัคร ส.ส.ก็ไม่ได้อยู่ที่สาขาพรรคในแต่ละภาค แต่ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการคัดเลือกที่ส่วนกลาง สาขาพรรคทำเพื่อเสนอตัวแทนเข้ามาเท่านั้น และในช่วงแรกๆ ที่เป็นพรรคไทยรักไทย มีการเน้นจำนวนสมาชิกมาก ถึงขนาดมีการส่งใบสมัครสมาชิก หรือกระทั่งบัตรประจำตัวสมาชิกถึงบ้านของประชาชน
ที่น่าสนใจอีกอย่าง คือ พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่มีขนาดใหญ่ แต่มีสาขาพรรคน้อย ไม่ถึง 10 สาขาทั่วประเทศ ทว่าใช้ในรูปแบบของศูนย์ประสานงานพรรค เพื่อเลี่ยงการตรวจสอบการดำเนินกิจกรรมจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะตามกฎของ กกต. ประธานสาขาก็ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน ทำอะไรก็ต้องรายงาน ซึ่งเป็นการไม่สะดวกในการทำงาน หากรายงานผิด มีโอกาสถูกลงโทษ ถูกยุบพรรคการเมือง
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ มีสาขาของพรรคจำนวนมาก และมีบทบาทอย่างมากด้วย มีบทบาทถึงขนาดสามารถเลือกหัวหน้าพรรคได้
"แต่ความเข้มแข็งของพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้อยู่ที่สาขาโดยตรง จากข้อมูลที่ไปศึกษามา และจากผลการศึกษาของท่านอื่นๆ ของสถาบันพระปกเกล้า อย่างเช่นในภาคใต้ เอาเข้าจริง บ้าน ส.ส.มีความสำคัญมากกว่า เป็นศูนย์รวมจิตใจ เป็นศูนย์รวมการทำกิจกรรมมากกว่า เวลาฉลองเลือกตั้งชนะก็จัดที่บ้าน ส.ส."
ต่อคำถามจากวงสัมมนาว่าเห็นด้วยหรือไม่หากจะมี ส.ส.อิสระ ไม่สังกัดพรรค ดร.สติธร ตอบว่า ส.ส.อิสระนั้นมีได้ เพราะเอาเข้าจริงๆ ต่อให้มี ก็ไม่แน่ว่าจะได้รับเลือกตั้งหรือไม่ ระบบเดิมของไทยก็กึ่งๆ อิสระอยู่แล้ว เพราะมีพรรคที่ไม่คุ้นชื่อเข้าสภามากพรรคละ 1 ที่นั่งอยู่ตลอด กับพรรคไม่คุ้นชื่อ และไม่ได้รับเลือกเข้าสภา มันก็คือ ส.ส.อิสระในนามพรรคนั้นๆ
ผศ.ดร.พรรณชฎา ศิริวรรณบุศย์ อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในประเด็นที่ว่าทำอย่างไรให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน ต้องถามว่าคำว่าเข้มแข็งกับความเป็นสถาบันการเมืองมันเป็นเรื่องเดียวกันหรือเปล่า แล้วมีความจำเป็นไหมที่พรรคการเมืองจะต้องพัฒนาจนเป็นสถาบัน
"ส่วนตัวให้ความหมายของคำว่าเข้มแข็ง ไม่จำเป็นต้องเป็นสถาบัน พรรคการเมืองก็อยู่ได้นานแล้ว ดิฉันคิดว่าเข้มแข็งของดิฉันคือการสร้างอุดมการณ์ของพรรคกับคนที่เป็นสมาชิกที่เป็นทั้ง ส.ส. และคนในพรรคให้มันร่วมกัน ซึ่งมีงานวิจัยของอาจารย์ต่างชาติ ที่ติดตามการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ แสดงให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์มีการสร้างอุดมการณ์ที่เข้มแข็งมากในภาคใต้ แต่ไม่สามารถอธิบายออกมาได้"
"ประเด็นนี้สะท้อนจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่แค่เลือกตั้งในระดับชาติ แต่เลือกกันเข้ามาตั้งแต่ระดับท้องถิ่นเลย ในขณะที่อาจารย์อีกท่านศึกษาการสร้างอุดมการณ์ของพรรคเพื่อไทย คำอธิบายก็คือมาจากนโยบายที่สร้างให้คนเชื่อ นโยบายที่ดีขึ้นและปฏิบัติได้จริงและเห็นเป็นรูปธรรม"
ในเรื่องสาขาพรรค ผศ.ดร.พรรณชฎา มองว่า สาขาพรรคควรสามารถดูแลตนเองได้ อย่างสาขาของพรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้หลายพื้นที่ สามารถดูแลตนเองได้ในการทำกิจกรรมต่างๆ
ส่วนความจำเป็นที่ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคนั้น นักวิชาการผู้นี้เห็นว่า ในบริบทของสังคมไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่ ส.ส.ต้องสังกัดพรรค ซึ่งไม่เหมือนกับต่างประเทศที่มีรัฐบาลดี โครงสร้างเข้มแข็ง และ ส.ส.มีความรับผิดชอบต่อสังคมสูง ส่วนใหญ่ประชาชนจะเลือก ส.ส.ที่ไม่สังกัดพรรคด้วยซ้ำ แต่ถ้าในสังคมไทย หากไม่สังกัดพรรคจะมีปัญหาตามมาอีกเยอะมาก
"ถ้า ส.ส. ไม่สังกัดพรรคจะไม่มีใครควบคุมได้ และจะเกิดการซื้อตัวเข้าพรรค และที่สำคัญ ส.ส.จะสามารถเลือกได้ว่าใครให้มากกว่าจะไปอยู่ที่นั่น ขณะเดียวกันนโยบายต่างๆ ที่หาเสียงไว้ ไปผลักดันคนเดียวไม่มีทางสำเร็จแน่นอน แล้วเวลาหาเสียงจะไปหาเสียงอย่างไร" ผศ.ดร.พรรณชฎา กล่าวทิ้งท้าย





