"วุฒิพงศ์"รองอัยการสูงสุด ปธ.คณะทำงานร่วมอัยการ-ป.ป.ช. ปัดเสนอความเห็นคดีจำนำข้าวให้อสส. ระบุยังไม่สิ้นสุด
นายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ รองอัยการสูงสุด ในฐานะประธานคณะทำงานร่วมและหัวหน้าคณะทำงานฝ่ายอัยการ กล่าวถึงการประชุมคณะทำงานร่วมอัยการ และป.ป.ช. ที่พิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ คดีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่มิชอบไม่ยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว จนเกิดความเสียหายว่า ในการประชุมคณะทำงานร่วม เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมานั้น ไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วยเนื่องจากไม่ทราบว่ามีการนัดประชุม
ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า คณะทำงานร่วมฯ มีข้อสรุปและทำความเห็นเสนอต่อ นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุดไปแล้วนั้น ก็ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้เสนอความเห็น เพราะในฐานะหัวหน้าคณะทำงานของฝ่ายอัยการ และประธานของคณะทำงานร่วมก็ยังไม่ทราบเรื่องความเห็นแต่อย่างใด โดยขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมในส่วนข้อที่ไม่สมบูรณ์เท่านั้น ซึ่งตนเตรียมจะนัดคณะทำงานเฉพาะฝ่ายอัยการประชุมหารือกันในวันที่ 26 ม.ค.นี้ เพื่อซักถามความเป็นมาเกี่ยวกับประเด็นที่มีการประชุมกันเมื่อวันที่ 20 ม.ค. ที่ผ่านมาว่ามีข้อสรุปอย่างไรบ้าง รวมทั้งเหตุใดไม่แจ้งตนในฐานะประธานคณะทำงานร่วม ให้ทราบว่ามีการนัดประชุมกัน ทั้งนี้หากตนนัดประชุมคณะทำงานฝ่ายอัยการแล้ว ก็จะเรียกประชุมคณะทำงานร่วม 2 ฝ่ายเพื่อพูดคุยกันในรายละเอียดอีกครั้งต่อไป
"ผมอยากให้ทำตามขั้นตอนเพื่อเคลียร์กันให้ชัดเจน ไม่อยากให้เป็นข้อครหาของประชาชน โดยจะนัดฝ่ายอัยการ ประชุมในวันที่ 26 ม.ค.นี้ ก่อนจะนัดประชุมคณะทำงานร่วมอีกครั้ง ส่วนเรื่องการเสนอความเห็นไปยังอัยการสูงสุดนั้น ผมไม่ได้เป็นผู้เสนอ ส่วนใครเป็นผู้เสนอนั้นผมไม่ทราบ" นายวุฒิพงศ์ ระบุ
เมื่อถามว่า หากมีการเสนอความเห็นไปยังอัยการสูงสุดจริง โดยที่ประธานคณะทำงานร่วมไม่ได้เข้าร่วมในการประชุมด้วย จะมีผลอย่างไรหรือไม่ นายวุฒิพงศ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าใครเสนอ แต่ตนไม่ได้เป็นผู้เสนอเรื่องดังกล่าว
ด้านนางสันทนี ดิษยบุตร รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา คณะทำงานร่วม อัยการ และ ป.ป.ช. ได้ประชุมหารือกันเกี่ยวกับสำนวนคดีดังกล่าว เเต่เป็นเพียงการประชุมเพื่อให้คณะทำงานร่วมได้รับทราบข้อมูลจากการที่สอบพยานเพิ่มเติมตามความเห็นของนายตระกูล อัยการสูงสุด ที่สั่งให้มีการสอบพยานเพิ่มเติมเท่านั้น จากนั้นก็จะนำข้อมูลที่ได้ทั้งหมดนำเสนอผู้บังคับบัญชาของเเต่ละฝ่าย ก่อนที่จะนำความเห็นของทั้งฝ่ายอัยการและฝ่ายป.ป.ช.มาประชุมหารือร่วมกันอีกครั้ง เพื่อพิจารณาว่าสำนวนสมบูรณ์เพียงพอที่จะฟ้องคดีหรือไม่ และมีคำสั่งชี้ขาดต่อไป
ขณะที่แหล่งข่าวจากสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า การประชุมคณะทำงานร่วม เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ผ่านมา สืบเนื่องจากบ่ายวันที่ 19 ม.ค. ป.ป.ช.ได้ส่งเอกสารทางแฟกซ์เพื่อนัดหมายให้มีการประชุมคณะทำงานร่วม ซึ่งอัยการหลายคนที่เป็นคณะทำงานติดภารกิจอื่น จึงมีเพียงอัยการ 3 คนในคณะทำงานของฝ่ายอัยการเป็นผู้แทน เข้าร่วมประชุมกับ ป.ป.ช.เท่านั้น เนื่องจากไม่ได้มีการนัดล่วงหน้ามาก่อน ดังนั้น ป.ป.ช. ออกมาให้ข่าวททำนองว่าคณะทำงานร่วมมีมติดังกล่าวแล้วนั้น จึงไม่ถูกต้องตามหลักขั้นตอนตามกฎหมาย
แหล่งข่าว กล่าวอีกว่า คณะทำงานร่วมอัยการ - ป.ป.ช.มีหน้าที่พิจารณาพยานหลักฐานที่ทำการสอบสวนเพิ่มเติมร่วมกันว่ามีความสมบูรณ์เพียงพอหรือไม่เท่านั้น ไม่ใช่กรณีการมีความเห็นว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ เพราะความเห็นว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่อยู่ที่อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาด
เมื่อถามว่าในการประชุมเมื่อวันที่ 20 ม.ค.ซึ่งอัยการหลายคนที่เป็นคณะทำงานร่วม ไม่ได้เข้าประชุมนั้น หากมีการเสนอความเห็นไปยังอัยการสูงสุดจริง จะมีผลต่อการพิจารณาสำนวนคดีหรือไม่ แหล่งข่าวอัยการ กล่าวว่า ในการนำเสนอความเห็นไปยังอัยการสูงสุด จำนวนผู้ที่เข้าร่วมประชุมว่าครบองค์ประชุมหรือไม่นั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพียงแต่จะต้องมีตัวแทนที่ได้รับมอบหมายของคณะทำงานร่วมทั้งฝ่ายอัยการและฝ่ายป.ป.ช. ซึ่งความเห็นของคณะทำงานร่วมไม่ใช่เป็นการชี้ขาดว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้วก็อยู่ที่อัยการสูงสุดว่าจะมีความเห็นเป็นอย่างไร ซึ่งหากทางอัยการสูงสุดมีความเห็นเป็นอย่างไรก็จะถือว่าเป็นการชี้ขาดและเป็นที่สิ้นสุด
ด้านนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงกรณีที่ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ พร้อมพวกรวม 21 คน กรณีการทุจริตต่อหน้าที่ในการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) โครงการรับจำนำข้าว ด้วยว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานมาจาก ป.ป.ช.ว่าจะส่งสำนวนให้อัยการเมื่อใด แต่ในส่วนของอัยการจะนัดประชุมหารือกันเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมอบสำนวนคดีดังกล่าวต่อไป





