วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

รธน.ฉบับใหม่คงวาระศาลรัฐธรรมนูญ9ปี

รธน.ใหม่คงวาระศาลรธน.ไว้ที่ 9 ปีขีดกรอบประมุขศาลรธน. ให้นั่งในตำแหน่งเพียง 3 ปี แจงเหตุผลกันความบ้าอำนาจ

มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา เป็นวันที่เจ็ด ทั้งนี้เป็นการพิจารณาต่อเนื่องในร่างมาตราที่ว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งอยู่ใน หมวด1 ว่าด้วยศาลและกระบวนการยุติธรรม ของภาค3 นิติธรรม ศาล และองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ โดยเริ่มพิจารณาใน (3/1/2) 4 ว่าด้วยวาระดำรงตำแหน่งของประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมูญ โดยอนุ กมธ.ฯ ได้นำความในมาตรา 208 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณาโดยไม่มีการปรับแก้ โดยให้คงวาระการดำรงตำแหน่งเก้าปี และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

ทั้งนี้ในการอภิปรายเรื่องวาระมีกรรมาธิการบางคนขอให้ปรับลดลงเหลือเพียง 6 ปี เพื่อให้เป็นไปตามวาระการดำรงตำแหน่งของศาลอื่น แต่ก็มีการโต้แย้งโดยให้เหตุผลการคงวาระเช่นเดิม เพราะมีความเหมาะสม โดยในต่างประเทศที่มีศาลรัฐธรรมนูญก็ให้ดำรงตำแหน่งได้ 9 ปี 11 ปี หรือ ตลอดชีวิต ส่วนที่ลือก 9 ปี เพราะต้องการให้มีความเป็นอิสระและต่อเนื่องของการทำงาน

ทั้งนี้มีข้อเสนอขอกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้เขียนบทบัญญัติเพิ่มเติมว่าด้วยวาระการดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดให้มีวาระดำรงตำแหน่ง 3 ปี และเป็นได้วาระเดียวโดยเหตุผลสำคัญ คือเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ไปดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญนั้นอยู่นานเกินไป จนกลายเป็นคนบ้าอำนาจไปในที่สุด และเพิ่มถ้อยคำว่า เมื่อพ้นจากประธานศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ให้กลับไปดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ต่อ โดยมีเหตุผลสำคัญคือเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่หวังดี หรือพวกศรีธนญชัย นำประเด็นไปฟ้องร้องเพื่อกลั่นแกล้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ทั้งนี้ที่ประชุมได้มีมติเพิ่มเติมบทบัญญัติดังกล่าวไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

จากนั้นเป็นการพิจารณา มาตรา (3/1/2)5 ว่าด้วยคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม ข้อกำหนดที่เกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งเดิมอยู่ในมาตรา 207 และมาตรา 209 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ให้ไปเขียนเป็นรายละเอียดไว้ในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญและวิธีพิจารณาความศาลรัฐธรรมนูญ โดยอนุ กมธ.ยกร่างบทบัญญัติฯ ได้นำบทบัญญัติ มารวมเขียนรายละเอียดกำหนดด้วยว่า “ต้องไม่เป็นกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” โดยที่ประชุมได้เห็นชอบให้เพิ่มถ้อยคำและผ่านการพิจารณา ส่วนมาตรา (3/1/2)6 ว่าด้วยการให้สิทธิคู่ความในศาล สามารถขอให้ศาลยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความข้อกฎหมาย โดยนำความมาจากมาตรา 211 ของรัฐธรรมนูญ 2550 และมาตรา (3/1/2)7 ว่าด้วยกรณีให้บุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญรับรองมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีคำวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ได้นำความของมาตรา 212 ในรัฐธรรมนูญ 2550 ผ่านการพิจารณาไปโดยไม่มีการแก้ไข

ต่อจากนั้นเป็นการพิจารณา มาตรา (3/1/2)8 ว่าด้วยการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กร โดยอนุ กมธ.ยกร่างบทบัญญัติฯ นำหลักการสำคัญจากมาตรา 266 ในรัฐธรรมนูญ 2540 และบทบัญญัติของมาตรา 214 ในรัฐธรรมนูญ 2550 มาพิจารณา ทั้งนี้ได้เพิ่มสิทธิให้ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ฐานะตัวแทนของฝ่ายค้านในสภาฯ มีสิทธิเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยได้ โดยอนุกมธ.ยกร่างบทบัญญัติฯ ชี้แจงความสำคัญว่ารัฐธรรมนูญมีหน้าที่สำคัญคือคุ้มครองฝ่ายเสียงข้างน้อย ซึ่งในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมาไม่ได้กำหนดไว้ แม้จะเขียนให้เป็นในนามประธานรัฐสภา แต่ยังถือว่าไม่ครอบคลุม เพราะรัฐสภาถือเป็นองค์กรกลุ่มที่ต้องใช้เสียงข้างมากของรัฐสภาตัดสิน ดังนั้นการเขียนถ้อยคำดังกล่าวเป็นการคุ้มครองเสียงข้างน้อย นอกจากนั้นแล้วถือเป็นการผ่าทางตันที่เกิดกับการเมืองไทยช่วงที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มาตรา214 ในรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้เปิดช่องให้ จึงทำให้ฝ่ายเสียงข้างน้อยในรัฐสภาใช้กลไกของรัฐธรรมนูญ พ.ศ2550 มาตรา 68 ไปดำเนินการ ทั้งนี้ในการพิจารณา กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เสนอให้ปรับข้อความให้มีความเหมาะสมและผ่านการพิจารณา

จากนั้นเป็นการพิจารณา มาตรา (3/1/2)9 ว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยนำหลักการและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 216 ทั้งมาตราและมาตรา 211 วรรคท้ายมาจัดเรียงให้มีความเหมาะสมโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญใดๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในร่างมาตราว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีจำนวน 9 มาตรานั้นได้ผ่านการพิจารณาไปทั้งสิ้น 9 มาตรา แต่ยังมีประเด็นที่รอการพิจารณาไว้ 1 วรรค คือ วรรคที่ว่าด้วยคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 คน ซึ่งเลือกโดยวุฒิสภา และสมัชชาพลเมือง ซึ่งอยู่ในมาตรา(3/1/2)2 เนื่องจากกมธ.ฯ ยังมีประเด็นที่ต้องหารือในรายละเอียด

นอกจากนี้ในส่วนที่นายบรรเจิด สิงคะเนติ ระบุว่า จะมีการให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคตว่าเป็นไปตามกระบวนการหรือไม่นั้น จะไม่บรรจุไว้ในหใวดศาลรัฐธรรมนูญ แต่จะบรรจุไว้ในหมวดการแก้ไขรัฐธรรมนูญแทน

ทั้งนี้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างฯ ระบุว่า หากผ่านบทบัญญัติเรื่องศาลรัฐธรรมนูญแล้วก็จะตั้งอนุกรรมาธิการยกร่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยศ่าลรัฐธรรมนูญและวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญทันที