ศาลฎีกา พิพากษายืนยกฟ้อง บก.ผู้จัดการ ลงข่าวหมิ่นประมาท ภูมิธรรม ขายลาภยศสรรเสริญ เป็นสุนัขรับใช้
เหตุชี้บรรณาธิการไม่ต้องรับผิด ตามพ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ปี 50
ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา อ.538/2549 คดีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีต รมช.คมนาคม และอดีตรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) , นายสุรวัฒน์ ทองธนากุล , นายมรุธัช รัตนปรารมย์ , นายตุลย์ ศิริกุลพิพัฒน์ , นายวิรัตน์ แสงทองคำ และนายขุนทอง ลอเสรีวานิช อดีตบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 และความผิดตาม พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ. 2484
ตามฟ้องโจทก์วันที่ 17 ก.พ.49 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 22 -23 พ.ย.48 จำเลยร่วมกันหมิ่นประมาท นายภูมิธรรม โดยตีพิมพ์ข้อความใน นสพ.ผู้จัดการทำนองว่า นายภูมิธรรมขายตัวให้กับลาภยศสรรเสริญไปหมดสิ้นแล้ว แปรสภาพเป็นเพียงสุนัขรับใช้......ทำลายความชอบธรรมของการต่อสู้ เพื่อพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพของประชาชนและประชาธิปไตย ทำให้โจทก์เสื่อมเสีย ได้รับความเสียหาย และถูกดูหมิ่นเกลียดชัง
โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 9 พ.ค.50 ว่าการกระทำดังกล่าวทำให้ประชาชนเข้าใจได้ว่าโจทก์เป็นคนไม่ดี เป็นการนำเรื่องส่วนตัวมาเขียนพาดพิง ไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไป จึงให้จำคุก 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท นายขุนทอง จำเลยที่ 6 บรรณาธิการผู้พิมพ์ ฯ ข้อความ แต่ โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้เป็นเวลา 2 ปี และให้ทำลายหนังสือพิมพ์ผู้จัดการฉบับวันที่ 23 พ.ย.48 ที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งหมด ส่วนจำเลยที่ 1-5 นั้น ศาลเห็นเป็นเพียงเจ้าของและกรรมการบริษัทเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการเสนอข้อความดังกล่าว จึงพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1- 5 ต่อมาโจทก์ และนายขุนทอง จำเลยที่ 6 ยื่นอุทธรณ์ โดยศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 4 ก.ย.56 พิพากษากลับให้ยกฟ้องจำเลยที่ 6 เนื่องจากเห็นว่า ข้อความดังกล่าวเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อเตือนโจทก์ให้เลิกข่มขู่สื่อมวลชนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ชอบด้วยความเป็นธรรม ต่อมาโจทก์ยื่นฎีกา
ศาลฎีกา ตรวจสำนวนประชุมปรึกษากันแล้ว เห็นว่า คดีนี้โจทก์ ยื่นฟ้อง นายขุนทอง จำเลยที่ 6 ในฐานะที่เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา แต่ขณะนี้ มี พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.50 ซึ่งไม่ได้บัญญัติให้บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ต้องเป็นผู้รับผิดชอบในข้อความที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นในส่วนของจำเลยที่ 6 อีก ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 6 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยพิพากษายืน





