วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นักวิชาการเล็งเปิดข้อมูลใหม่ หวังรัฐชะลอสัมปทานปิโตรฯ

ภาคประชาชนยื่นหนังสือถึงนายกฯ จี้ชะลอเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ21 หวั่นเอกชนผูกขาดครอบครองพลังงาน39 ปี

แนะเปลี่ยนเป็นระบบแบ่งปันผลประโยชน์แทน "ปานเทพ" กร้าวดักคอ "ประยุทธ์" เดินหน้าต่อถือว่าสวนทางคำพูดตัวเองที่เคยบอกให้ยึดมติ สปช. ระวัง "ตระบัดสัตย์" จะถูกขับไล่ ด้านนักวิชาการด้านพลังงานเตรียมแถลงศุกร์นี้ ระบุเป็นข้อมูลใหม่หวังเปลี่ยนการตัดสินใจท่านผู้นำ

นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ แนวร่วมกลุ่มเวทีปฏิรูปพลังงานภาคประชาชน พร้อมด้วย น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค ได้เดินทางไปที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล เมื่อวานนี้ (20 ม.ค.) เพื่อยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เสนอข้อมูลประกอบการคัดค้านการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 และพิจารณาเปลี่ยนจากระบบสัมปทานเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต ทั้งนี้มี นายสุขสวัสดิ์ สุวรรณวงษ์ หัวหน้าศูนย์บริการประชาชน เป็นตัวแทนรับหนังสือ

นายปานเทพ กล่าวว่า ภาคประชาชนหลายกลุ่มได้มายื่นหนังสือเพื่อคัดค้านการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีเคยลั่นวาจาเมื่อวันที่ 28 ต.ค.57 ว่า ในเรื่องสัมปทานปิโตรเลียมจะปฏิบัติตามมติของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งขณะนี้ สปช.มีมติไม่เห็นด้วยกับการเปิดสัมปทานรอบ 21 ภาคประชาชนจึงมาทวงถามสัตยาบันของนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ หากนายกรัฐมนตรีเดินหน้าระบบสัมปทานเท่ากับว่านายกรัฐมนตรีตระบัดสัตย์ต่อคำพูดของตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก โดยก่อนหน้านี้ก็เคยมีการไล่นายกรัฐมนตรีที่ตระบัดสัตย์มาแล้ว จึงไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยขึ้นอีก

"สปช.ได้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแล้วทั่วประเทศ จึงลงมติไม่เห็นด้วย แต่ถ้านายกรัฐมนตรีดำเนินการอีก จะถือว่าผิดคำพูดที่เคยลั่นวาจาไว้กับประชาชน หากยังมีการเดินหน้าสัมปทานครั้งนี้ก็จะดำเนินการตามสถานการณ์ เพราะหากจะดันทุรังต่อไปจะเป็นอันตรายต่อประเทศ" นายปานเทพระบุ

ขณะที่ น.ส.บุญยืน กล่าวว่า วันนี้ประชาชนไม่ได้คัดค้านเรื่องการเปิดสัมปทานปิโตรเลียม แต่ขอให้ชะลอไปก่อน ถ้ามีการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบนี้ ลูกหลานจะต้องรอไปอีก 39 ปี เพราะเรื่องปิโตรเลียมได้ปิดประตูไปแล้ว จึงขอตั้งคำถามนายกรัฐมนตรีว่าประเทศไทยขาดแคลนพลังงานหรือไม่ ถ้าขาดแคลนพลังงานก็ต้องหากรรมสิทธิ์เรื่องพลังงาน แต่ถ้าประเทศไทยได้ส่วนแบ่งพลังงานเป็นแค่เงินเพื่อนำไปซื้อพลังงาน ที่สุดแล้วผู้ได้สัมปทานก็จะเป็นผู้กำหนดนโยบายเรื่องพลังงาน ไม่ใช่ประเทศไทย

เพราะเมื่อบริษัทใดได้สัมปทานไปแล้ว กรรมสิทธิ์เรื่องปิโตรเลียมที่ผลิตได้จะตกเป็นของผู้รับสัมปทานทั้งหมด ส่วนรัฐจะได้รับผลประโยชน์เฉพาะเป็นแค่ตัวเงินเท่านั้น และต้องไปซื้อก๊าซธรรมชาติกับน้ำมันจากแหล่งสัมปทานในประเทศด้วยราคาที่ไม่แตกต่างจากการนำเข้า

"การเปิดสัมปทานรอบที่ 21 จะมีผลผูกพันต่อประเทศชาติและประชาชนในระยะเวลา 39 ปี และการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมไม่ได้แก้ปัญหาวิกฤติพลังงานที่อ้างว่าพลังงานของประเทศจะหมดภายใน 8-9 ปีหากไม่มีการเร่งเปิดสัมปทาน ในทางกลับกันถ้ารัฐบาลใช้เวลาดังกล่าวในการดำเนินการเปลี่ยนระบบสัมปทานเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศมากกว่า น่าสังเกตว่าเรื่องนี้ทำไมประชาชนจึงเชื่อข้อมูลของภาคประชาชนมากกว่ารัฐบาล เพราะภาคประชาชนที่ออกมาให้ข้อมูลไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องใช่หรือไม่" น.ส.บุญยืน ระบุ

ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนโยบายพลังงานและทรัพยากร มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า จะยื่นหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงกับนายกรัฐมนตรี ภายหลังเข้าไปพูดคุยกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานของ สปช. โดยได้ชี้แจงเรื่องวิธีศึกษาและผลสำรวจการศึกษา แต่ในรายงานข้อสรุปถึงนายกรัฐมนตรีกลับไม่ได้ปรากฏข้อดีของระบบแบ่งปันผลประโยชน์ หรือข้อเสียของระบบสัมปทาน

อาทิ ข้อเสียของระบบสัมปทานจะขัดวัตถุประสงค์ความมั่นคงด้านพลังงาน เพราะกรรมสิทธิ์ปิโตรเลียมจะเป็นของเอกชน หรือข้อดีเรื่องระบบแบ่งปันผลผลิตซึ่งจะตรงตามวัตถุประสงค์ด้านพลังงาน เป็นระบบหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ โดยรัฐมีทรัพยากรปิโตรเลียม เอกชนมีเงินลงทุนและเทคโนโลยี เมื่อได้ผลผลิตปิโตรเลียมจึงนำมาแบ่งตามสัญญา

"เมื่อข้อมูลไม่ครบ ทำให้ข้อสรุปทั้งหมดไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ได้ชี้แจงกับ กมธ.ปฏิรูปพลังงานไว้ ซึ่งจะกระทบต่อการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีด้วย" ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าว และว่าจะเปิดหลักฐานใหม่เกี่ยวกับเรื่องสัมปทานในวันศุกร์ที่ 23 ม.ค.นี้ที่มหาวิทยาลัยรังสิต ชั้น 22 อาคารทีเอสทีทาวเวอร์ ถนนวิภาวดี ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจต่อนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน

ด้าน นายอิฐบูรณ์ อ้นวงศา หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานออกมาระบุว่า ประเทศไทยต้องเดินหน้าเรื่องระบบสัมปทานต่อไป เพื่อไม่ให้พลังงานของประเทศต้องหมดลง แล้วเมื่อวันที่ 13 ม.ค.58 สปช.ด้านพลังงานก็มีมติไม่เห็นด้วยกับการเปิดสัมปทานปิโตรเลียม

อย่างไรก็ดี วันที่ 16 ม.ค.58 กระทรวงพลังงานได้ต้อนรับอุปทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ที่เข้าเยี่ยมคารวะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมสอบถามเรื่องนโยบายพลังงานของไทย จึงเกรงว่าสหรัฐอเมริกาจะเข้ามาเกี่ยวข้องเรื่องผลประโยชน์พลังงานในอ่าวไทยหรือไม่ ดังนั้นภาคประชาชนขอเรียกร้องให้รัฐบาลกลับมาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์พลังงานในระบบแบ่งปันผลผลิต เพราะพลังงานจะหมดแน่นอนถ้ายังเป็นระบบสัมปทานแบบเดิม