(รายงาน) ประธานกกต.จี้กมธ.ยกร่างฯ แจงเหตุผลให้ "มท.-ศธ." จัดเลือกตั้ง
เป็นประเด็นร้อนมาระยะหนึ่งแล้วสำหรับแนวทางของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) ที่จะปรับบทบาทให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นเพียงผู้ "กำกับดูแล" การเลือกตั้ง
ส่วนการ "จัดการเลือกตั้ง" จริงๆ ในแง่ธุรการนั้น เป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุขที่มีบุคลากรกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ
พร้อมริบอำนาจการแจก "ใบแดง" ของ กกต.ให้เหลือเพียง "ใบเหลือง" เท่านั้น
งานนี้ กกต.สมชัย ศรีสุทธิยากร เคยออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง ถึงขนาดเปรียบเปรยการโอนงานจัดการเลือกตั้งกลับไปให้กระทรวงใหญ่ 3 กระทรวงโดยเฉพาะมหาดไทยว่า "เสมือนยื่นดาบให้โจร" ทำเอาบรรดาสิงห์เล็กสิงห์ใหญ่ออกแอคชั่นกันถ้วนทั่ว ร้อนถึง กกต.สมชัยต้องออกมาขอโทษขอโพยกันวุ่นวาย
แต่เรื่องนี้ดูจะยังไม่จบ เพราะเมื่อวาน (20 ม.ค.) ที่สถาบันพระปกเกล้า นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.ได้บรรยายพิเศษเรื่อง "คณะกรรมการการเลือกตั้งกับการทุจริตการเลือกตั้ง" ให้นักศึกษาหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่น 18 ของสถาบันพระปกเกล้ารับฟัง โดยระบุตอนหนึ่งถึงประเด็นร้อนๆ ว่าด้วยการจัดการเลือกตั้งด้วย
นายศุภชัย กล่าวว่า สภาพปัญหาการเลือกตั้งก่อนมี กกต. ส่วนใหญ่เกิดจากสมาชิกรัฐสภาสะท้อนผลประโยชน์ของกลุ่มการเมืองมากกว่าประชาชน ขณะที่คนมีความรู้ความสามารถเข้าสู่ระบบการเมืองได้น้อย เจ้าหน้าที่ของรัฐบางส่วนใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ในการเลือกตั้งให้แก่กลุ่มธุรกิจการเมืองและผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นเพื่อแสวงหาผลประโยชน์และความก้าวหน้าในตำแหน่งทางการเมืองของตนเอง
ที่สำคัญคือประชาชนขาดการมีส่วนร่วมในกระบวนการเลือกตั้ง เพราะมีหน้าที่เพียงออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้เองนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นมา จึงได้เกิดองค์กร กกต.ขึ้นเพื่อทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง โดยแยกการทำงานเป็นอิสระออกจากหน่วยงานราชการ
ขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงปฏิรูปประเทศและยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ส่วนตัวมองว่าการปฏิรูปจะสัมฤทธิ์ผลได้ดีนั้น ต้องทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง และให้ กกต.เป็นผู้ควบคุมการจัดการเลือกตั้ง มองว่าเป็นการย้อนกลับไปสมัยก่อนมีรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งอาจทำให้ กกต.ต้องทำงานลำบากขึ้น
ด้วยเหตุนี้เองทาง กกต.จึงได้จัดทำความเห็นและข้อเสนอแนะของ กกต.ต่อการควบคุมและการจัดการเลือกตั้ง เสนอต่อคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญคณะที่ 8 ขอ งกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปประกอบการยกร่างรัฐธรรมนูญต่อไป
นายศุภชัย กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอของกกต.นั้น มีเนื้อหาสาระสำคัญ คือ เปรียบเทียบการทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งและงบประมาณในการจัดการเลือกตั้งระหว่างองค์กรอิสระกับหน่วยงานราชการ ซึ่งกระบวนการทำงานพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน หากให้หน่วยงานราชการจัดการเลือกตั้งอาจถูกแทรกแซงและตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมืองที่มีอิทธิพลอยู่ในขณะนั้น เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ผู้สมัครและพรรคการเมือง ก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้งได้
ส่งผลให้ กกต.ไม่สามารถตรวจสอบและควบคุมการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากสายการบังคับบัญชา การกำกับดูแล และการบริหารจัดการเลือกตั้งเป็นของส่วนราชการประจำ
ขณะที่ข้อเสนอสภาพปัญหาและแนวทางการจัดการเลือกตั้ง ได้พิจารณาตั้งแต่ช่วงก่อนมีพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) เลือกตั้ง จนถึงหลังมี พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง เพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งทุกกรณี โดยขยายระยะเวลาเป็น 180 วัน จากเดิมกำหนดไว้ที่ 90 วันก่อนครบอายุสภา กำหนดให้โครงการของรัฐที่สุ่มเสี่ยงต่อการได้เปรียบในการเลือกตั้ง แม้ได้รับการอนุมัติก่อนมี พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง ก็ไม่สามารถดำเนินการได้
"หากกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจะเปลี่ยนให้กระทรวงมหาดไทยหรือกระทรวงศึกษาจัดการเลือกตั้ง ก็ต้องชี้แจงเหตุผลด้วยว่าสาเหตุที่เปลี่ยนนั้นเพราะเหตุใด กกต.ทำงานบกพร่องหรือมีข้อผิดพลาดอย่างไร ซึ่งต้องชี้แจงให้ได้ เพราะหากชี้แจงไม่ได้ก็จะทำให้ประชาชนเกิดความสับสน"
ส่วนข้อเสนอให้ยุบ กกต.จังหวัดนั้น นายศุภชัย กล่าวว่า ไม่เหมาะสม เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่กฎหมาย แต่อยู่ที่คนและผลประโยชน์มากกว่า





