(รายงาน) รื้อกก.สรรหาตุลาการศาลรธน. คงวาระดำรงตำแหน่ง9ปี
การประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) เพื่อพิจารณาเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา เมื่อวานนี้ (20 ม.ค.) เป็นกลุ่มมาตราว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งอยู่ใน หมวด 1 ว่าด้วยศาลและกระบวนการยุติธรรม ของภาค 3 นิติธรรม ศาล และองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
เริ่มจากมาตรา (3/1/1) 2 ว่าด้วยคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยอนุ กมธ.ยกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตราแห่งรัฐธรรมนูญ ได้นำหลักการมาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 มาตรา 257 และปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 9 คน ประกอบด้วย
- ผู้ทรงคุณวุฒิที่เลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จำนวน 1 คน
- ผู้ทรงคุณวุฒิจากตุลาการศาลปกครองสูงสุด จำนวน 1 คน
- ผู้ทรงคุณวุฒิที่เลือกจากพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองที่มี ส.ส.ในสภาจำนวน 2 คน แบ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากฝ่ายรัฐบาล 1 คน และจากฝ่ายค้าน 1 คน
- นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ รวม 4 คน แบ่งเป็น ผู้ทรงคุณวุฒิที่ผ่านการเลือกกันเองของคณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ 1 คน และจากสถาบันอุดมศึกษาเอกชน 1 คน, คณบดีคณะรัฐศาสตร์ สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ 1 คน และจากสถาบันอุดมศึกษาของเอกชน 1 คน และจากการคัดเลือกของสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ จำนวน 1 คน
ทั้งนี้มีข้อกำหนดห้ามไม่ให้คณะกรรมการสรรหาเข้าไปสมัครเพื่อรับการคัดเลือกเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียเอง ส่วนกรณีที่คณะกรรมการสรรหามีจำนวนไม่ครบตามสัดส่วนที่กำหนด ได้เขียนบทบัญญัติให้ใช้เกณฑ์ 2 ใน 3 ของจำนวนกรรมการสรรหาที่มีอยู่ และให้มีสัดส่วนกรรมการสรรหาที่มาจาก 4 ประเภท ประกอบเป็นคณะกรรมการสรรหาเพื่อดำเนินการสรรหาได้
สำหรับการพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับคณะกรรมการสรรหาฯนั้น กมธ.ยกร่างฯได้เสนอแก้ไข โดยในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิที่เลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและตุลาการศาลปกครอง เพิ่มจำนวนให้เป็น 4 คน มาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 2 คน และตุลาการศาลปกครอง 2 คน
ส่วนประเด็นที่มาของผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากสมัชชาคุณธรรมแห่งชาตินั้น กมธ.ยกร่างฯ ได้เสนอให้เปลี่ยนเป็นการสรรหาจากสมัชชาพลเมือง แทนสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม มี กมธ.ยกร่างฯ บางรายเสนอให้ตัดความดังกล่าวออก เนื่องจากกังวลเรื่องการฟ้องร้องคดีที่อาจเกิดขึ้นและกระทบต่อการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในอนาคต
แต่อนุกมธ.ยกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตราฯ ชี้แจงว่าเหตุที่ให้มีผู้ทรงคุณวุฒิมาจากสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ เพื่อต้องการให้มีบุคคลที่เข้ามาพิจารณาในส่วนคุณธรรมและจริยธรรม หากตัดส่วนดังกล่าวอาจจะมีปัญหาได้ อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมไม่สามารถหาข้อยุติได้ จึงแขวนข้อความวรรคดังกล่าวไว้รอการพิจารณาอีกครั้ง
ทำให้สุดท้ายแล้วคณะกรรมการสรรหามาจาก
1.ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 2 คน
2.ตุลาการศาลปกครอง 2 คน
3.พรรครัฐบาล 1 คน
4.พรรคฝ่ายค้าน 1 คน
5.นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ 2 คน
และ 6.นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ 2 คน
ขณะที่ผู้ทรงคุณวุฒิจากสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ หรือสมัชชาพลเมือง ยังแขวนไว้พิจารณา
จากนั้นที่ประชุมได้เข้าสู่การพิจารณามาตราต่อไป และผ่านการพิจารณาโดยไม่มีการแก้ไข ประกอบด้วย มาตรา (3/1/1) 3 ว่าด้วยวิธีการเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยนำความในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 206 (2) ที่ระบุให้วุฒิสภาเป็นหน่วยงานที่ให้ความเห็นชอบบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับรายชื่อ โดยใช้วิธีลงคะแนนลับ มาพิจารณา และปรับหลักการใหม่ คือ หากวุฒิสภาลงคะแนนไม่เห็นชอบแม้เพียงบางส่วนให้เริ่มต้นกระบวนการสรรหาใหม่
ขณะที่มาตรา (3/1/1) 4 ว่าด้วยวาระดำรงตำแหน่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 9 ปี นับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว โดยอนุ กมธ.ยกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตราฯ ได้นำบทบัญญัติของมาตรา 208 ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาใช้โดยไม่มีการปรับแก้
....................
ย้อนดู กก.สรรหาฯตามรธน.ปี40-50
รัฐธรรมนูญปี 50 บัญญัติไว้ในมาตรา 206 ว่า ให้มีคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคณะหนึ่ง ประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญซึ่งเลือกกันเองให้เหลือหนึ่งคน เป็นกรรมการ ทำหน้าที่สรรหาและคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิ...ให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีเหตุทำให้ต้องมีการเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว (ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)
ขณะที่ รัฐธรรมนูญปี 2540 บัญญัติไว้ในมาตรา 257 ว่า ให้มีคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคณะหนึ่ง ประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา คณบดีคณะนิติศาสตร์หรือเทียบเท่าของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐทุกแห่งซึ่งเลือกกันเองให้เหลือ 4 คน คณบดีคณะรัฐศาสตร์หรือเทียบเท่าของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐทุกแห่งซึ่งเลือกกันเองให้เหลือ 4 คน ผู้แทนพรรคการเมืองทุกพรรคที่มีสมาชิกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคละหนึ่งคน ซึ่งเลือกกันเองให้เหลือ 4 คน เป็นกรรมการ





