คสช.แจงครม.ชี้สถานการณ์ช่วงสนช.เตรียมลงมติถอดถอน "ยิ่งลักษณ์"ไม่น่าห่วง ไร้สิ่งบอกเหตุเกิดความวุ่นวาย
ด้าน วิปสนช.แจงขั้นตอนลงมติสอย "นิคม-สมศักดิ์-ยิ่งลักษณ์" 23 ม.ค. คาดไม่เกิน 3 ชั่วโมงรู้ผล พร้อมถกขั้นตอนคดีถอดถอน 38 ส.ว.วันนี้ คปตร.ยื่นสปช.จี้เร่งปฏิรูปตำรวจ แก้ปัญหาแบ่งพรรคแบ่งพวก
พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวภายหลังการประชุมร่วมระหว่างคสช. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.เป็นประธาน ที่กองบัญชาการกองทัพบก เมื่อวานนี้(20 ม.ค.) ว่า คสช.ได้รายงานสถานการณ์ความมั่นคงในภาพรวมการรักษาความสงบเรียบร้อยให้กับครม.ได้รับทราบ โดยขณะนี้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ เพราะยังไม่มีสิ่งบอกเหตุ และยังไม่มีความเคลื่อนไหวที่ทำให้เกิดความวุ่นวาย ส่วนใหญ่กลุ่มที่เคลื่อนไหวจะเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชาชน
ส่วนกรณีที่มีความเป็นห่วงกลุ่มที่มาสนับสนุน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะลงมติถอดถอน วันที่ 23 ม.ค.นั้น ยังไม่มีการรายงานสถานการณ์ความรุนแรง แต่จะต้องติดตามดูสถานการณ์ต่อไป
นายกฯสั่ง"คสช.-ครม."ทำความเข้าใจสังคม
ส่วนที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมร่วมระหว่าง คสช. และ ครม.ว่า คสช.ได้รายงานว่าภาพรวมโดยทั่วไปถือว่ามีความเรียบร้อย ไม่มีผลกระทบร้ายแรง นอกเหนือจากนั้นก็มีการนำเสนอว่าเรื่องที่สังคมสนใจมากคือเรื่องการถอดถอนนักการเมือง 3 คน ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ สั่งว่าให้คสช.และครม.ช่วยชี้แจงทำความเข้าใจกับสังคมว่า เรื่องทั้งหลายเหล่านี้เป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของบ้านเมืองในอดีตที่มีข้อขัดแย้งกันอยู่ อยู่เฉยๆ ก็ไม่ได้ก็จะเป็นความขัดแย้งที่พร้อมปะทุตลอด ดังนั้นทุกอย่างต้องเป็นไปตามตัวบทกฎหมาย
“ครั้งนี้จึงเป็นการตรวจสอบภาวะผู้นำจริยธรรมของนักการเมือง ซึ่งมีการนำเสนอข้อมูลของทุกฝ่ายให้สนช.รับทราบ รวมทั้งนำเสนออย่างกว้างขวางให้ประชาชนได้รับทราบว่า ทางฝ่ายป.ป.ช.ตั้งข้อสังเกตเรื่องอะไรบ้าง เรื่องของการมีภาวะผู้นำที่รับรู้รับทราบถึงนโยบายการบริหารราชการที่ผ่านมา ว่ามีความเสียหายแล้วท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ใช้ภาวะผู้นำ ภาวะผู้เป็นคนกำหนดนโยบายของรัฐได้ระงับยับยั้งความเสียหายเหล่านั้นหรือเปล่า
ส่วนการตอบข้อสงสัยหรือข้อสงสัยของท่านยิ่งลักษณ์ ก็ไม่ได้มาตอบคำถามด้วยตนเอง ก็มีการมอบหมายให้ทีมของท่านตอบผ่านยูทูบ ซึ่งตรงนี้สังคมต้องลองพิจารณาดูว่าเรื่องของการตรวจสอบจริยธรรมคุณธรรม สามารถมอบหมายให้ใครตอบแทนได้หรือไม่ แต่ขอยืนยันให้ทุกฝ่ายมั่นใจว่ารัฐบาล คสช. และหน่วยงานแม่น้ำ 5 สายได้ดำเนินการที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างเป็นระบบ โดยยึดถือข้อกฎหมายและคุณธรรมจริยธรรม ไม่ได้มุ่งหมายที่จะทำลายล้างใคร”
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวด้วยว่า เท่าที่ตรวจสอบพบว่าศูนย์ปรองดองฯ ได้พยายามจัดกิจกรรมในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และมีประชาชนไปร่วมกิจกรรมจำนวนมาก ก็ถือได้ว่าเรื่องการแบ่งสีแบ่งฝ่ายก็ค่อนข้างจะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ วันนี้ก็มีเพียงกลุ่มการเมืองอีกเล็กน้อยที่พยายามจะพูดชักจูงกระแสให้มีความรู้สึกเป็นสีเป็นกลุ่มเป็นส่วนเป็นฝ่าย เพราะฉะนั้นขอความร่วมมือว่าให้มั่นใจในแม่น้ำ 5 สายของคสช.ที่ตั้งมาว่าเราจะดำเนินการด้วยความยุติธรรมไม่ได้แบ่งฝ่ายแต่อย่างใด
"ประยุทธ์"ถกหน่วยงานแม่น้ำ5สายทุกเดือน
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวในที่ประชุม ครม.ว่า การทำงานของแม่น้ำทั้ง 5 สาย ไม่ว่าจะเป็น ครม. คสช. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) รวมไปถึงศูนย์ปรองดองฯ การประสานงานยังขาดความต่อเนื่อง และต่อไปนี้จะต้องจัดให้มีการประชุมทั้ง 5 หน่วยงานทุกเดือนเดือนละ 1 ครั้ง โดยเริ่มจากต้นเดือนก.พ.เป็นต้นไป
"ขอย้ำว่าการประชุมหารือไม่ได้เป็นการไปแทรกแซงการทำงานของแต่ละฝ่าย แต่เป็นการพูดคุยให้ทราบแนวทางของแต่ละฝ่ายว่ามีเป้าหมายในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวอย่างไร เพื่อให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน"
วิปสนช.แจงลงมติถอดถอน3ชั่วโมงเสร็จ
นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ พร้อมด้วยนายยุทธนา ทัพเจริญ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แถลงถึงขั้นตอนการพิจารณาถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
นพ.เจตน์ กล่าวว่า ในวันที่ 21 ม.ค.นี้ ได้กำหนดเป็นวันแถลงปิดสำนวนของนายนิคม และนายสมศักดิ์ โดยนายนิคม ยืนยันว่าจะมาแถลงปิดสำนวนด้วยตัวเอง ขณะที่นายสมศักดิ์ แจ้งว่าจะไม่มา ส่วนในวันที่ 22 ม.ค. ได้กำหนดเป็นวันแถลงปิดสำนวนของนางสาวยิ่งลักษณ์ และในวันที่ 23 ม.ค. จะเป็นการลงมติทั้ง 2 สำนวน โดยลงมติถอดถอนนายนิคม กับนายสมศักดิ์ก่อน
สำหรับขั้นตอนในการลงคะแนนจะเป็นการลงคะแนนลับ โดยกาบัตรในคูหา ซึ่งจะลงคะแนนไปพร้อมๆ กัน โดยสมาชิกจะได้บัตรลงคะแนน 2 ใบ เพื่อให้กากบาทลงในบัตรลงคะแนนว่าจะถอดถอนหรือไม่ถอดถอน หรืองดออกเสียง จากนั้นก็จะตั้งสมาชิก 10 คน เพื่อเป็นกรรมการในการนับคะแนน และเมื่อประกาศผลการลงมติแล้วก็เข้าวาระการลงมติของ นางสาวยิ่งลักษณ์ เป็นลำดับถัดไป ซึ่งการลงมติของทั้ง 3 สำนวน คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง
นพ.เจตน์ กล่าวว่า ส่วนการชี้แจงผ่านยูทูบของอดีตรัฐมนตรี 5 คนนั้น ก็ไม่สามารถอนุมัติให้นำมาเปิดในวันแถลงปิดสำนวนได้ เนื่องจากเป็นการใช้หลักฐานใหม่ ส่วนข้อกังวลว่าจะมีมวลชนมาชุมนุมที่หน้ารัฐสภาในวันลงมติก็ยังไม่ได้มีการพูดกัน เพราะเป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคงที่จะติดตามประเมินสถานการณ์และคงแจ้งให้ประธานสนช.ทราบต่อไป
สนช.ถกกำหนดขั้นตอนถอดถอน38ส.ว.
นพ.เจตน์ กล่าวอีกว่า ในวันที่ 21 ม.ค.นี้ยังมีวาระการพิจารณากำหนดการแถลงเปิดสำนวนของ อดีต ส.ว.38 คน ซึ่งถูกชี้มูลจาก ป.ป.ช. กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มา ส.ว.โดยมิชอบ โดยจะกำหนดวันในขั้นตอนการพิจารณาถอดถอนต่างๆ รวมทั้งจะพิจารณาอนุญาตให้ยื่นเอกสารหรือพยานบุคคลเพิ่มเติมได้หรือไม่ โดยขณะนี้มีการแจ้งขอเพิ่มพยานบุคคลเข้ามาแล้ว 1 คน สำหรับการแถลงเปิดสำนวนของอดีต ส.ว. 38 คนนั้น ยังไม่รับแจ้งเข้ามาจะมีการชี้แจงเป็นกลุ่มหรือรายบุคคล
ปชป.ยันคำร้องถอดถอน"ยิ่งลักษณ์"ถูกต้อง
นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวถึงกรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ระบุคำร้องของพรรคประชาธิปัตย์ ในการถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ไม่ชอบด้วยกฎหมายว่า ขอให้นายเรืองไกร อย่าใช้วิธีเถียงแบบข้างๆ คูๆ จับแพะชนแกะโดยไม่มีหลักฐาน อาศัยการกล่าวอ้างลอยๆ เพื่อเบี่ยงเบนประเด็น
ทั้งนี้ขอเรียนว่าที่ผ่านมา 1.การยื่นถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ กับวุฒิสภา เมื่อวันที่ 15 พ.ย.2556 มีส.ส.ลงลายมือชื่อ 152 คน วุฒิสภาส่งให้สภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่ามีส.ส.ลาออก 6 คน จึงมีการตัดรายชื่อทั้ง 6 คนออก คงเหลือเพียง 146 คน ถือว่าไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ในการขอยื่นถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ 2550 ตามมาตรา 271 วุฒิสภาจึงยื่นเรื่องดังกล่าวให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในวันที่ 25 พ.ย.2556 ต่อไป แสดงว่าวุฒิสภาได้ใช้เวลา 10 วันพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว
2.ผู้ที่ลงนามว่ามีการตรวจสอบรายชื่อสมบูรณ์แล้ว รวมทั้งคำร้องให้ถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ แล้วส่งต่อให้ ป.ป.ช. คือ นายนิคม เรื่องนี้นายเรืองไกร น่าจะไปคุยกับนายนิคมเอง 3.คำร้องในการถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ ทางป.ป.ช.ได้มีการตรวจสอบมาเป็นลำดับ กระทั่งมาถึงวันนี้มีการส่งเรื่องมายัง สนช. แสดงว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย เรื่องที่นายเรืองไกรพูด จึงเป็นแค่การใส่ร้ายขบวนการตรวจสอบโดยไม่มีเหตุผล
4.ถ้าคำร้องขอให้ถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ไม่ถูกต้อง นายเรืองไกรไปนอนหลับที่ไหนมา ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย.2556 ทำไมไม่แย้งตั้งแต่ต้น และ 5.นายเรืองไกร กับ นางสาวยิ่งลักษณ์ รวมทั้งพลพรรคเพื่อไทยควรเอาเวลาไปแก้ข้อกล่าวหา และพูดความจริงกับประชาชนว่า ได้ทำให้ประเทศชาติเสียหายไปแล้วเท่าไร ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับประเทศชาติมากกว่า อย่างไรก็ตาม ขอให้กำลังใจ สนช.ในการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ยึดประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง
"บวรศักดิ์"เล็งทบทวนร่างรธน.ปมเฮทสปีช
นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ ยืนยันว่า ขณะนี้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ยังไม่ได้พิจารณาหรือลงความเห็นต่อประเด็นการเขียนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเพื่อตัดสิทธิทางการเมืองของอดีตนักการเมืองที่เคยถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดให้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
นายบวรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเตรียมพิจารณาทบทวนบทบัญญัติที่ว่าด้วยการสื่อสารที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง(เฮทสปีช) ที่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามที่มีผู้ให้ความเห็นและเสนอให้ปรับให้เหมาะสม ดังนั้นยืนยันว่าการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จะมีการปรับแก้ไขและทบทวนตามความเห็นของภาคส่วนต่าง ๆ และประชาชน โดยจะปรับแก้ได้ ไปจนถึงวันที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ลงมติให้เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ยื่นสปช.เร่งปฏิรูปวงการสีกากี
ขณะที่ นพ.ประทีป ตลับทอง รักษาการประธานเครือข่ายประชาชนเพื่อการปฏิรูปตำรวจตรวจ (คปตร.) ได้เข้ายื่นหนังสือต่อนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. เรื่องขอให้เร่งดำเนินการปฏิรูประบบโครงสร้างตำรวจของประเทศเป็นกรณีเร่งด่วน
นพ.ประทีป กล่าวว่า คปตร.มีวัตถุประสงค์ 3 ข้อประกอบด้วย 1.เพื่ออำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน 2.เพื่อให้ความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกแทรกแซงจากนักการเมือง ที่ผ่านมาตำรวจไม่สามารถดำเนินงานได้ตามระบบที่ควรจะเป็น และ 3.เพื่อจัดองค์กรตำรวจใหม่ให้เป็นที่พึ่งของประชาชนได้ เพราะจากที่ตนได้รับหนังสือร้องทุกข์จากข้าราชการตำรวจปัจจุบันและข้าราชการที่เกษียณแล้ว พบว่า มีจำนวนไม่น้อยที่ร้องเรียนว่า ในองค์กรตำรวจมีการแบ่งพรรค แบ่งพวก แบ่งเหล่าเป็นจำนวนมาก
ด้านนายเทียนฉาย กล่าวว่า ประเด็นการปฏิรูปตำรวจเป็นส่วนที่สำคัญสปช. มีคณะกรรมาธิการอยู่หลายชุดที่กำลังพิจารณา ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้นตนยังไม่ทราบ เมื่อรับหนังสือแล้วก็จะนำส่งให้กมธ.ชุดที่เกี่ยวข้องเป็นผู้พิจารณา เวลานี้ความเร่งด่วนมีทุกกมธ.เหมือนกันหมด กรณีการปฏิรูปเร็ว หรือ ควิกวินนั้น จบแล้ว เรื่องปฏิรูปโครงสร้างตำรวจก็คงจะเสร็จในไม่ช้า





