วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฟันอาญา'บุญทรง-พวก18คน'ขายข้าวจีทูจีลวง

ปปช.มีมติส่งอัยการฟ้องอาญา3นักการเมือง"บุญทรง-ภูมิ-วีระวุฒิ" 3ขรก."มนัส-ทิฆัมพร-อัครพงค์"และเอกชน13ราย

จาก 2 บริษัท “สยามอินดิก้า-กีธา พร็อพเพอร์ตี้” กระทำผิดขายข้าวจีทูจี พร้อมสั่ง กรมการค้าต่างประเทศ-กรมบัญชีกลาง เอาผิดทางแพ่งชดเชยค่าเสียหาย เบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 6 แสนล้านบาท ปัดไม่เกี่ยวถอดถอน"ยิ่งลักษณ์" พร้อมตั้งอนุกรรมการไต่สวนเพิ่ม “ปราณี” อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศและบุญทรงขายข้าวจีทูจีล็อตหลังรวม 14 ล้านตัน

ภายหลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ได้ตั้งอนุกรรมการไต่สวนข้อกล่าวหานายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์และพวกกระทำผิดทุจริตในการขายข้าวรัฐต่อรัฐกับบริษัทตัวแทนรัฐบาลจีน วานนี้ (20 ม.ค.) ที่ประชุมปปช.ชุดใหญ่มีมติว่ากระทำผิดจริง

นายวิชา มหาคุณ กรรมการปปช.ในฐานะโฆษกปปช. กล่าวว่า มติที่ประชุมกรรมการปปช.เห็นชอบตามข้อสรุปอนุกรรมการไต่สวนกรณีข้อกล่าวหานายบุญทรง และพวกว่ามีการร่วมกันกระทำความผิดจริง ตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 จากการตรวจสอบสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ จำนวน 4 สัญญา ปริมาณรวม 7.2 ล้านตัน มูลค่า 6.9 หมื่นล้านบาท เนื่องจากมีการแบ่งหน้าที่กันทำงาน โดยช่วยเหลือ มุ่งหมาย และเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท Guangdong stationery &sporting good imp.&exp. Corp. และบริษัท Hainan grain and oil industrial trading company

ชี้คู่สัญญาไม่ได้เป็นตัวแทนรัฐบาลจีน

ซึ่งบริษัทมิได้รับมอบหมายจากรัฐบาลจีนให้เข้ามาทำสัญญาซื้อขาย แต่ให้สิทธิเข้าทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ โดยไม่ต้องแข่งขันราคากับผู้เสนอราคารายอื่นๆ แล้วนำข้าวที่ซื้อได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาขายภายในประเทศ หรือต่ำกว่าราคาที่ฝ่ายไทยเสนอ หรือต่ำกว่าราคาที่รับจำนำ ไปขายต่อให้กับผู้ประกอบการค้าข้าวในประเทศ หรือนำไปให้บริษัทสยามอินดิก้า จำกัด นำไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศอย่างร้ายแรง

ปปช.จะส่งข้อมูลรายงานต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อทราบและส่งข้อมูลให้อัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องร้องทางอาญากับผู้ถูกกล่าวหา และส่งรายงานและเอกสารและความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ส่งคลังฟ้องเรียกค่าเสียหาย6แสนล้าน

นอกจากนี้ความเสียหายที่เกิดขึ้น จะแจ้งให้กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ดำเนินการให้ผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้เกี่ยวข้องกับความเสียหายชดใช้ค่าเสียหาย ตามมาตรา 73/1 วรรคท้าย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ เบื้องต้นจะใช้ตัวเลขของคณะอนุกรรมการปิดบัญชี ที่ระบุความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวรวม 6 แสนล้านบาท ประกอบสำนวนผลการไต่สวน แต่ความเสียหายจริงจะเป็นเท่าใดต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการต่อไป และให้กรมสรรพากร ตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินหรือการชำระภาษีของผู้ถูกกล่าวหา รวมถึงผู้เกี่ยวข้องที่ทำการสั่งจ่ายแคชเชียร์เช็คให้กับกรมการค้าต่างประเทศ ตามมาตรา103/7

"มูลค่าความเสียหายในกรณีนี้คาดว่าเกิน 6 แสนล้านบาทขึ้นไป โดยจะส่งให้กับกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการฟ้องทางแพ่ง ซึ่งจะได้ตัวเลขที่แน่นอน และจะได้แจ้งให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและครม.รับทราบเรื่องนี้ด้วย" นายวิชา กล่าว

19 รายนักการเมือง-เอกชนร่วมทำผิด

นายวิชา กล่าวว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหา ประกอบด้วย นักการเมือง 3 ราย ข้าราชการ 3 ราย และเอกชน 13 ราย จาก 2 บริษัท ได้แก่ นายภูมิ สาระผล อดีตรมช.พาณิชย์และประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว นายบุญทรง รมว.พาณิชย์และประธานอนุระบายข้าว พ.ต.ท.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ เลขานุการรมว.พาณิชย์ ในฐานะผู้ให้ความเห็นชอบ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทวรทัต ผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ และรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายอัครพงศ์ ช่วยเกลี้ยง หรือ ทีปวัชระ เลขานุการกรมและผอ.กองข้าวฯ ในฐานะผู้เจรจา ซึ่งข้าราชการสองคนหลัง ได้ทำหนังสือถึงปปช.เมื่อ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา ขอความเป็นธรรมแต่กรรมการปปช.พิจารณาแล้วเห็นว่าให้ดำเนินคดีตามข้อกล่าวหา

"เมื่อวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้รับคำร้องขอความเป็นธรรมจาก นายฑิฆัมพร และนายอัครพงศ์ ระบุว่าได้มาให้ถ้อยคำกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว เมื่อทราบว่าจะถูกชี้มูลจึงขอความเป็นธรรมด้วย คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า บุคคลทั้งสองรายเข้าไปเกี่ยวข้องในด้านการเจรจาในฝ่ายไทย ร่วมกับนายมนัส และการให้ถ้อยคำก็มิได้เป็นประโยชน์ถึงขั้นต้องกันไว้เป็นพยาน ฉะนั้นจึงไม่ได้พิจารณาเรื่องกันไว้เป็นพยาน จึงต้องถูกชี้มูลความผิดไปตามรูปคดี ส่วนบริษัทเอกชนที่ป.ป.ช.ได้กันไว้เป็นพยานมีทั้งหมด 4 บริษัท"

เครือข่ายสยามอินดิก้าร่วมทุจริต

นายวิชา กล่าวว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นเอกชน ได้แก่นายสมคิด เอื้อนสุภา นายรัฐนิธ โสจิระกุล นายลิตร พอใจ ผู้รับมอบอำนาจชำระเงินและผู้รับมอบอำนาจรับมอบข้าว บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด นางสาวสุธิดา จันทะเอ ในฐานะกรรมการบริษัท สยามอินดิก้าฯ นางสาวเรืองวัน เลิศศลารักษ์ กรรมการ และในฐานะสวนตัว นายโจ หรือ นิมล รักดี นายสุธี เชื่อมไธสง นางสาวสุนีย์ จันทร์สกุลพร นายกฤษณะ สุระมนต์ นายสมยศ คุณจักร บริษัท สิราลัย จำกัด หรือ บริษัท กีธา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ได้แก่ นางสาวธันยพร จันทร์สกุลพร ในฐานกรรมการบริษัทฯ นายอภิชาต จันทร์สกุลพร

ทั้งนี้ ปปช.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวน เรื่องกล่าวหานายบุญทรง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรมว.พาณิชย์ ว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือทุจริตต่อหน้าที่ ตามกฎหมายอื่น กรณีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าว ภายใต้ประเด็น 5 ข้อ ได้แก่ 1.บริษัทเอกชนได้รับมอบหมายจากรัฐบาลจีนให้มาทำการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือไม่ 2. มีการแบ่งหน้าที่ขายข้าวหรือไม่ 3.มีการนำข้าวไปขายต่อหรือไม่ 4.เอกชนจีนมีการซื้อข้าวจริงหรือไม่ และ 5.กระทำการดังกล่าวก่อความเสียหายหรือไม่

ชี้ทำสัญญาจีทูจีกลับวนขายภายใน

โดยใช้ข้อมูลการไต่สวนจากสัญญาซื้อขายข้าวทั้ง 4 ฉบับ ประกอบด้วย 1.เป็นการขายข้าวให้บริษัท GSSG ปริมาณ 2 ล้านตัน มูลค่า 1.82 หมื่นล้านบาท 2.ข้าวใหม่ให้บริษัท GSSG ปริมาณ 2 ล้านตัน มูลค่า 1.89 หมื่นล้านบาท 3.ข้าวนาปรัง 2555 ให้ บริษัท GSSG ปริมาณ 2.3 ล้านตัน มูลค่า 2.0 หมื่นล้านบาท และ 4. ข้าวนาปี 2554/55 และนาปรัง 2555 ให้บริษัท ไห่หนาน ปริมาณ 6.5 หมื่นตัน มูลค่า 849 ล้านบาท

"ปรากฏว่ามี 3 กลุ่ม เข้าร่วมซื้อขายโดยใช้แคชเชียร์เช็คจ่ายให้กับกรมการค้าต่างประเทศ โดยมีผู้เกี่ยวข้องคือ พ.ต.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ นายโจ หรือนิมล รักดี คนของบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด เกี่ยวข้อง โดยสัญญาการซื้อขายข้าวครั้งสุดท้ายพบว่าไม่มีการส่งออกข้าวแต่อย่างใด แต่เป็นการขายในประเทศ โดยบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ที่มีนาย อภิชาต จันทร์สกุลพรและผู้ถือหุ้นอีกหลายราย" นายวิชา ระบุ

มติฟันบุญทรงไม่เกี่ยวถอดถอนยิ่งลักษณ์

มติที่ประชุมปปช.วานนี้ (20 ม.ค.) ไม่เกี่ยวข้องกับกรณีการถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นไปตามกำหนดเวลาที่ได้ตั้งไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนกรณีตรวจสอบการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี กำลังอยู่ในขั้นตอนการไต่สวน และคาดว่าจะได้ข้อสรุปเพื่อเอาผิดหากพบการทุจริตได้เช่นกัน

อสส.เตรียมฟ้องอาญา“ยิ่งลักษณ์”

ขณะที่นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการป.ป.ช. กล่าวว่า ที่ประชุมคณะทำงานร่วมระหว่างป.ป.ช.กับ อัยการสูงสุดหรืออสส. ได้ประชุมหารือเพื่อพิจารณาหาข้อไม่สมบูรณ์ในคดีอาญาจำนำข้าวของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยประชุมเป็นนัดสุดท้าย ซึ่งได้มีการนำข้อไม่สมบูรณ์ที่มีอยู่และพยานหลักฐานที่ป.ป.ช.ได้สอบเพิ่มเติมมาพิจารณาในที่ประชุม ในที่สุดคณะทำงานร่วมทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่าข้อสมบูรณ์ในคดีนี้ ขณะนี้ได้มีพยานหลักฐานครบถ้วนแล้ว ขั้นตอนหลังจากนี้คณะทำงานร่วมฯจะส่งเรื่องไปให้อสส.พิจารณาสั่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป

นายสรรเสริญ กล่าวว่า เท่าที่ทราบฝ่ายอสส.จะดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็วภายในไม่กี่วันนี้ ขอให้ติดตามท่าทีจากอสส.ว่าจะสั่งฟ้องคดีได้เมื่อใด

สั่งไต่สวนปราณี-บุญทรงจีทูจีอีก14ล้านตัน

นายวิชา กล่าวต่อว่า ที่ประชุมปปช.ยังมีมติกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ซึ่งมีนางปราณี ศิริพันธ์ อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นผู้เสนอ และมีนายบุญทรง เป็นผู้เห็นชอบให้ขายข้าวแก่บริษัท Haikou Liangmao Cereals and Oils Trading Co.,Ltd ปริมาณ 3 ล้านตัน 2. บริษัท Haikou Liangmao Cereals and Oils Trading Co.,Ltd ปริมาณ 2 ล้านตัน 3. บริษัท Hainan Province land Reclamation Industrial Development ปริมาณ 4 ล้านตัน และ 4. บริษัท Hainan land Reclamation Commerce and Trade Group Co.,Ltd. ปริมาณ 5 ล้านตัน

โดยบริษัทดังกล่าวไม่ได้เป็นหน่วยงานของรัฐที่ได้รับมอบหมาย แต่การกระทำดังกล่าวมีเป้าหมาย เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม จึงเห็นควรให้ดำเนินการไต่สวน และปปช.ยังมีมติให้รวบรวมหลักฐานการระบายมันสำปะหลังในรูปแบบรัฐต่อรัฐในสมัยนางสาวยิ่งลักษณ์เพื่อรายงานให้ปปช.พิจารณาต่อไป

ฉัตรชัยเร่งขายข้าวล็อตใหญ่เฉียดล้านตัน

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในวันที่ 29 ม.ค. นี้กรมการค้าต่างประเทศจะเปิดประมูลข้าวครั้งที่1/2558 ปริมาณ 999,763 ตัน แบ่งเป็นข้าวขาว 5% ปริมาณ 850,000 ตันและข้าวหอมมะลิ ปริมาณ 150,000 ตัน ในคลังขององค์การคลังสินค้าและอตก. ซึ่งเป็นการระบายแบบรายคลังตามสภาพข้าวที่เก็บรักษาในจำนวน 168 คลัง จาก 36 จังหวัด

ทั้งนี้คาดว่าจะมีมูลค่าจากการประมูลครั้งนี้ประมาณ 11,680 ล้านบาท นอกจากนี้กรมยังได้มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการยื่นซองประมูลหรือทีโออาร์ใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับการประมูลแบบยกคลัง เช่น มีการเปิดคลังให้ผู้ส่งออก โรงสี ผู้ประกอบการ เข้าตรวจสอบสภาพข้าวก่อนตัดสินใจ โดยกรมจะเปิดให้ผู้สนใจเข้าดูคลังตั้งแต่วันที่ 21-28 ม.ค.นี้ หรือการเสนอราคา จากเดิมให้เอกชนเสนอราคา มาเปลี่ยนเป็นให้เสนอมูลค่ายกคลังแทน ทั้งนี้คาดว่าผู้ส่งออกข้าวน่าจะสนใจที่จะเข้าร่วมจำนวนมาก

ทั้งนี้แนวทางการระบายข้าวรอบแรกของปีนี้กระทรวงพาณิชย์ จะเปิดประมูลทั้งแบบยกคลังและแบบยกกอง โดยจะมีการแต่งตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดเข้ามาประเมินราคาข้าวเป็นรายกองในแต่ละคลัง เพราะแต่ละคลังมีข้าวหลายชนิด ดังนั้นเพื่อกำหนดราคาพื้นฐานให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายจะต้องมีคณะผู้เชี่ยวชาญเข้ามาฯทั้งนี้ผู้ซื้อหลายรายที่ประสงค์จะซื้อข้าวในคลังเดียวกัน สามารถทำได้โดยมอบอำนาจผู้แทน 1 ราย เป็นผู้ยื่นประมูลและทำสัญญากับรัฐ