วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ประยุทธ์'เผยรบ.เดินหน้าปราบปรามทุจริตคอรัปชั่น

"ประยุทธ์" เผยรบ.เดินหน้านโยบายปราบปรามทุจริตคอรัปชั่นอย่างจริงจัง ลั่นยังเดินหน้าจัดระเบียบสังคมทุกด้าน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการคืนความสุขให้กับคนในชาติ ว่า สำหรับวันนี้มีอยู่หลายประเด็นที่ ตนอยากจะเรียนชี้แจงเพื่อสร้างการรับรู้ความเข้าใจให้กับพี่น้องประชาชน เรื่องการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ตนได้จัดตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่นของทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เข้าด้วยกัน โดยคณะกรรมการนี้ จะทำงานควบคู่ไปกับคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ ที่จะมุ่งเน้นในเรื่องของการปฏิบัติของหน่วยงานภาครัฐ ในวันพุธที่ผ่านมาได้มีการประชุมนัดแรก

และที่ประชุมมีมติในการวางกรอบการทำงานแก้ไขปัญหาทุจริตออกเป็น 4 ด้าน เรียกง่าย ๆ ว่านโยบาย 4 ป. คือ ด้านการป้องปราม เป็นการวางมาตรฐานการป้องกันต่าง ๆ เช่น การแก้ไขระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง การนำมาตรการจัดซื้อจัดจ้างสากลมาประยุกต์ใช้ ข้อตกลงสัญญาคุณธรรม (Integrity Pact) และ การแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ เช่น เพิ่มบทลงโทษให้ครอบคลุมทั้งผู้ให้และผู้รับ เพิ่มมาตรการดำเนินการกับข้าราชการที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่น และการปฏิรูปโครงสร้างรัฐวิสาหกิจเพื่อป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น ด้านการปราบปราม รัฐบาลทราบดีว่าพี่น้องประชาชนมีความห่วงใยต่อปัญหาคอร์รัปชั่น และอยากเห็นคดีความทุจริตต่าง ๆ มีข้อยุติโดยเร็ว ซึ่ง คสช. และรัฐบาล กำลังเร่งรัดติดตามความคืบหน้าของคดีทุจริตคอร์รัปชั่นหลายคดี ที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว เปิดช่องทางให้ประชาชนทั้ง ชาวไทยและชาวต่างชาติ สามารถแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดในเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ผ่านศูนย์รับแจ้งเบาะแสของทำเนียบรัฐบาลและส่วนราชการต่าง ๆ ด้านการปลูกจิตสำนึก ประชาชนทุกคนต้องร่วมมือกันในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยต้องร่วมกันเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแส โดยเฉพาะสื่อมวลชนต้องช่วยเป็นสื่อให้ทุกคนและสังคมทราบถึงการกระทำผิด และ ป. สุดท้าย ในด้านการประชาสัมพันธ์ ให้รับรู้ รับทราบทั้งในประเทศและต่างประเทศ สำหรับเรื่องของการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า จากการพบปะหารือกับตัวแทนนักธุรกิจหลายกลุ่ม เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ก็เป็นที่เข้าใจตรงกันว่าเศรษฐกิจในโลกปีนี้มีแนวโน้มชะลอตัว ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการส่งออก และการลงทุนจากต่างประเทศ ดังนั้น รัฐบาลจะกำหนดมาตรการเพิ่มเติมเพื่อเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ ให้เม็ดเงินเหล่านั้นเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความมั่นใจต่อภาคธุรกิจนักลงทุนต่าง ๆ สำหรับปัญหาการเบิกจ่ายงบลงทุนที่มีความล่าช้านั้น จะให้คณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนระดับจังหวัด ที่เรียกว่า กรอ. จังหวัด คณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (กบจ.) ที่มีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ได้เข้ามามีส่วนร่วมช่วยกันเร่งรัด ผลักดันการเบิกจ่ายในงบลงทุนในโครงการต่าง ๆ ทั้งนี้ จำเป็นต้องอาศัยทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในพื้นที่ เพื่อให้การดำเนินการต่าง ๆ เป็นไปด้วยความรวดเร็วยิ่งขึ้น ก็ให้ติดตามเรื่องนี้ต่อไป

การจัดระเบียบสังคม มีหลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นความเป็นระเบียบเรียบร้อย การทำธุรกิจสีเทาที่ไม่ถูกกฎหมาย (เศรษฐกิจสีเทา) และในเรื่องของการประชานิยมที่ไม่ถูกต้อง หลังจากวันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมานั้น คสช. และรัฐบาลได้มีการปฏิรูปโครงสร้างในหลาย ๆ ด้าน ได้กำหนดนโยบาย วางแนวทางในการปฏิบัติ ในเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดินให้มีความยั่งยืน โดยการลดโครงการประชานิยมต่าง ๆ ที่ไม่เป็นประโยชน์สร้างความเสียหายให้กับระบบการเงิน การคลัง การปราบปรามคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง และจัดระเบียบสังคม การจัดระเบียบถนนหนทาง การบุกรุกที่ดิน การปราบปรามยาเสพติด ผู้มีอิทธิพลและการพนัน อาจจะทำให้เม็ดเงินหายไปจากระบบเศรษฐกิจเป็นจำนวนมากพอสมควร เม็ดเงินเหล่านั้นส่งผลกระทบโดยตรงให้กับผู้มีรายได้น้อยที่มีอาชีพในการหาเช้ากินค่ำ แต่ในเรื่องนี้การปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายเหล่านี้นั้น เป็นสิ่งจำเป็น ที่เราจำเป็นต้องยุติให้ได้เพื่อปรับโครงสร้างประเทศให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน และหาอาชีพ รายได้ให้กับประชาชนทุกพวก ทุกฝ่าย ในทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย และดีขึ้นต่อไปในระยะเวลาอันสั้น พยายามทำเต็มที่ในเรื่องนี้

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่ออีกว่า การสร้างความเข้มแข็งเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ เพื่ออนาคต เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทย ขาดการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการผลิต และภาคการเกษตรมาเป็นเวลานาน ปัจจุบันรัฐบาลกำลังเดินหน้า ในการสร้างความมั่นคงและความเข้มแข็งให้แก่พี่น้องชาวเกษตรกรในระยะยาว เช่น การส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ อีกทั้งจะเป็นการผลิตตามความต้องการของตลาด ซึ่งเป็นที่นิยมสินค้าเพื่อสุขภาพ อาจจะทำให้ผลผลิตนั้นได้ราคาดี ขณะเดียวกันรัฐบาลได้สั่งการให้มีการพัฒนาตลาดกลางสินค้าการเกษตรชุมชนในท้องที่ เพื่อให้เกษตรกรสร้างความรู้ ความเข้าใจถึงกลไกตลาดและกำหนดราคาที่เหมาะสมด้วยตนเอง โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ผู้บริโภคก็สามารถไปซื้อสินค้าที่สดใหม่ได้โดยตรงจากผู้ผลิตในราคาที่เป็นธรรม เป็นพื้นที่ที่ผู้ผลิตสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ต่าง ๆ ในการที่ผลิตสินค้าเกษตร เป็นการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนอีกทางหนึ่ง สำหรับคนในชุมชนไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้แรงงาน พ่อค้าแม่ขาย ก็สามารถที่จะเดิน ขี่จักรยาน ขับรถไปยังตลาดที่อยู่ใกล้ ๆ ประหยัดทั้งเวลาค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้อีกด้วย นอกจากนั้น ยังมีการดำเนินการในเรื่องของการ โซนนิ่ง การกำหนดพื้นที่ การเปลี่ยนแปลงการเพาะปลูก การจัดตั้งธนาคารปุ๋ย ธนาคารเมล็ดพันธุ์ การจัดหาตลาดใหม่ ๆ เพื่อจะส่งออกสินค้าการเกษตรเหล่านี้ เป็นต้น