(รายงาน) เปิดช่องวิจารณ์คำพิพากษาศาล เพิ่มบทบัญญัติคุ้มครองสิทธิแรงงาน
ผ่านครึ่งทางของสัปดาห์แรกมาแล้ว สำหรับการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) เพื่อพิจารณาเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญรายมาตรา ตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมาธิการ (อนุ กมธ.) พิจารณายกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตราแห่งรัฐธรรมนูญ ที่มี นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ เลขานุการ กมธ.ยกร่างฯ เป็นประธาน
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษก กมธ.ยกร่างฯ แถลงว่า ในหมวดสอง ประชาชน ส่วนที่ 2 สิทธิและเสรีภาพของบุคคล มีการพิจารณาแล้ว 63 มาตรา จากทั้งหมด 89 มาตรา ซึ่งจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้ โดยมีเนื้อหาที่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2550 คือ เรื่องสิทธิพลเมือง
ประเด็นดังกล่าวกำหนดให้การถอนสัญชาติไทยจากบุคคลซึ่งมีสัญชาติไทยโดยการเกิดจะกระทำมิได้ สัญชาติไทยจะสิ้นสุดลงได้ตามกฎหมายบัญญัติ และจะขัดต่อเจตจำนงของพลเมืองนั้นได้ต่อเมื่อไม่ทำให้พลเมืองนั้นเป็นบุคคลไร้สัญชาติ และพลเมืองซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์ย่อมมีสิทธิได้รับสวัสดิการและหลักประกันด้านรายได้อย่างเพียงพอแก่การดำรงชีพเป็นรายเดือน แต่ประเด็นนี้ยังต้องมีการพิจารณาเพิ่มเติม
นอกจากนี้ยังมีการกำหนดเกี่ยวกับเสรีภาพของสื่อมวลชน โดยให้มีกฎหมายจัดตั้งองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งประกอบด้วยบุคคลในวิชาชีพ เพื่อคุ้มครองบุคคลในวิชาชีพทั้งสวัสดิการและการปกป้องเสรีภาพ ความเป็นอิสระของสื่อมวลชน ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานแห่งวิชาชีพ และพิจารณาคำร้องขอความเป็นธรรมของผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากการใช้เสรีภาพของสื่อมวลชน แต่ไม่ตัดสิทธิผู้นั้นที่จะฟ้องคดีต่อศาล
ขณะเดียวกัน ยังกำหนดให้มีการคุ้มครองการวิเคราะห์วิจารณ์คำพิพากษา คำวินิจฉัย หรือคำสั่งของศาล และการเผยแพร่การวิเคราะห์วิจารณ์ดังกล่าวโดยสุจริตตามหลักวิชาการด้วย
สำหรับประเด็นเกี่ยวกับการศึกษา มีการยกร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐมีหน้าที่ต้องจัดสรรค่าใช้จ่ายรายหัวให้ผู้รับการศึกษาทุกคนมีโอกาสเลือกรับบริการการศึกษาตามความต้องการและความสามารถของตน ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับมัธยมศึกษา ทั้งสายสามัญและสายอาชีพ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
นอกจากนั้นยังกำหนดให้มี "องค์การเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค" ที่เป็นอิสระจากหน่วยงานของรัฐ ทำหน้าที่ให้ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของหน่วยงานของรัฐในการตราและการบังคับใช้กฎหมายและกฎ ให้ความเห็นในการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งตรวจสอบและรายงานการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค และเสนอทางแก้ไขเยียวยาความเสียหายที่ผู้บริโภคได้รับ
อนึ่ง ประเด็นสิทธิในการชุมนุม ที่ประชุม กมธ.ยกร่างฯ ประชุมหารือกันเมื่อคืนวันที่ 14 ม.ค. มีส่วนที่เพิ่มเติมจากบทบัญญัติเดิม คือ การจำกัดเสรีภาพของการชุมนุมไม่สามารถทำได้ ยกเว้นอาศัยอำนาจตามกฎหมาย หรือชุมนุมได้เท่าที่จำเป็น โดยมีเงื่อนไขคือเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การสาธารณสุข หรือการคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น
สำหรับการประชุม กมธ.ยกร่างฯ เมื่อวานนี้ (15 ธ.ค.) ซึ่งเป็นวันที่ 4 ของการพิจารณาเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ได้พิจารณาประเด็นว่าด้วยเสรีภาพของพลเมืองในการประกอบอาชีพ ที่สำคัญคือสิทธิที่พลเมืองจะได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรม รวมถึงหลักประกันและสวัสดิการในการทำงานที่เหมาะสม
ขณะที่สิทธิด้านสาธารณสุข เป็นบทบัญญัติที่เขียนขึ้นมาใหม่ มีสาระสำคัญ คือ พลเมืองมีสิทธิได้รับบริการด้านสาธารณสุขตามที่กฎหมายบัญญัติเพื่อเอื้อต่อการดำรงชีวิตในสภาพและสิ่งแวดล้อมที่ดี, สามารถเข้าถึงการบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึง มีคุณภาพ ได้มาตรฐานและสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม รวมถึงมีสิทธิได้รับข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพที่ถูกต้องและทันสมัยจากรัฐ นอกจากนั้นยังเพิ่มการคุ้มครองพลเมืองที่ได้รับความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขตามที่กฎหมายบัญญัติด้วย
อีกประเด็นหนึ่งซึ่งเป็นบทบัญญัติที่เขียนขึ้นใหม่เช่นกัน มีสาระ คือ พลเมืองมีสิทธิเข้าถึงและได้รับบริการสาธารณะของรัฐที่จัดให้อย่างต่อเนื่อง ทั่วถึง และเท่าเทียมกัน โดยต้องมีการปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ
นอกจากนั้น ยังมีบทบัญญัติว่าด้วยการมีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระเพื่อทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ โดยอนุ กมธ.ฯได้นำบทบัญญัติของมาตรา 47 ในรัฐธรรมนูญ 2550 มาพิจารณา และเพิ่มเติมในประเด็นที่กำหนดให้การเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ต้องยึดความสำคัญในประเด็นการแข่งขันโดยเสรี เป็นธรรม และการบริการที่ทั่วถึง อย่างมีมาตรฐานและมีคุณภาพ รวมถึงคำนึงถึงราคาที่ประชาชนทั่วไปเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด มากกว่าการมุ่งหาประโยชน์เข้ารัฐหรือองค์กรเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม แม้ที่ประชุม กมธ.ยกร่างฯ จะให้ความเห็นชอบ แต่ในมาตรานี้ยังมีประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อสรุป และต้องรอการพิจารณาอีกครั้ง คือ ข้อห้ามที่เจ้าของกิจการต้องไม่ดำเนินการในลักษณะที่เข้าข่ายหรือมีผลครอบงำ ผูกขาดการนำเสนอข่าวสารที่อาจกระทบต่อการรับรู้ข่าวสารของประชาชน





