วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทูตเยอรมันแจงระบบเลือกตั้งเป็นระบบยุติธรรม

"ทูตเยอรมัน"แจงกกต.ละเอียดระบบเลือกตั้งยกเป็นระบบที่ยุติธรรม-อิงประชาธิปไตยชาติหนึ่งในโลก

นายรอล์ฟ เพเทอร์ กอทท์ฟรีด ซุลเซ่ เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย บรรยายพิเศษเรื่อง “ระบบการเลือกตั้งของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี” เพื่อให้ความรู้แก่บุคคลากรสำนักงาน กกต.โดยมีนายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. พร้อมด้วยนายประวิตร รัตนเพียร กตต.ด้านการมีส่วนร่วม ให้การต้อนรับ โดยนายศุภชัย กล่าวชี้แจงว่า เหตุที่ต้องเชิญมาบรรยายเรื่องระบบเลือกตั้งเยอรมัน เพราะสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้วางรูปแบบว่าการเลือกตั้งต่อจากนี้จะมีระบบการเลือกตั้งแบบเยอรมันเป็นแบบอย่าง และจะระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย จึงอยากให้บุคลากร รวมทั้งประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในระบบเลือกตั้งแบบเยอรมันมากขึ้น เพราะการเลือกตั้งแบบเยอรมันถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทย และมีความซับซ้อนมาก โดยหลังจากนี้ กกต.ก็จะได้ดำเนินการศึกษาในเรื่องนี้ต่อไป

นายรอล์ฟ กล่าวว่า ระบบเลือกแบบเยอรมันมีความซับซ้อนมาก จนคนเยอรมันเองก็ไม่ทราบถึงรายละเอียดกลไกการเลือกตั้ง แต่เราก็เชื่อว่าจะเป็นระบบเลือกตั้งที่ยุติธรรมและอิงประชาธิปไตยชาติหนึ่งในโลก โดยรากฐานระบบการเลือกตั้งจะวางอยู่บนพื้นฐานของรัฐธรรมนูญเยอรมัน ที่ระบุว่าข้าราชการต้องได้รับเลือกมาจากประชาชน โดยเฉพาะสมาชิกสภา ที่จะต้องได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และบุคคลเหล่านี้เป็นตัวแทนของคนทั้งหมด และแต่ละคนมีอิสระตัดสินใจ ออกเสียง ตามสติสัมปชัญญะของตัวเอง ส่วนหน่วยงานจัดการเลือกตั้งคล้ายกับ กกต.ของไทย โดยตั้งมาจากกระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานที่เป็นรูปแบบประกอบขึ้น ก่อนที่จะมีการจัดเลือกตั้งใหญ่ ทั้งนี้ระบบการเลือกตั้งแบบเยอรมันเป็นผลลัพธ์จากประวัติศาลและประสบการณ์ที่เราได้ผ่านมา โดยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เราใช้ระบบการเลือกตั้ง 2 ระบบ คือ 1.ผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงสุดจะได้รับเลือกเข้าไปนั่งในสภา และ 2.ระบบสัดส่วน ที่จะมีการออกเสียงให้กับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เท่ากับว่าคนเยอรมันจะมีสิทธิออกเสียง 2 เสียง คือเลือก ส.ส.เขต และเลือกพรรค ซึ่งแต่ละพรรคจะมีรายชื่อ ส.ส.เจาะจงแต่ละรัฐ ซึ่งพรรคที่จะได้ตั้งรัฐบาลคือพรรคที่ได้รับเสียงโหวตมากสุด ทั้งนี้การเลือกตั้งแบบนี้ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งของเยอรมันมีความอิสระที่จะเลือกคนที่ชอบ และพรรคที่ชอบ ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็จะมีการแยกเสียงระหว่างการเลือกคนและเลือกพรรค

"ระบบการเลือกตั้งแบบเยอรมันจะมีการคำนวณจำนวนส.ส.ที่ซับซ้อน โดย ส.ส.เขตที่ได้รับเลือกในตอนแรกจะได้เข้าไปนั่งในสภาอัตโนมัติ และจำนวนที่นั่งที่เหลือจะมีการคำนวณจากยอดการใช้สิทธิทั้งประเทศ ทำให้พรรคการเมืองเล็กสามารถมีโอกาสเข้ามานั่งในสภา ไม่ใช่มีพรรคการเมืองไม่กี่พรรคที่เข้มแข็งเหมือนในอดีต เป็นการสร้างสมดุลระหว่างพรรคเล็กและพรรคใหญ่ แต่เราก็ต้องอย่าลืมว่าเยอรมันและไทยมีความแตกต่างกัน เพราะโหวตเลือกพรรคของเยอรมันเป็นการเลือกพรรคที่ชนะ แต่ของไทยมีการนำไปคำนวณจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทั้งนี้สมมุติว่าในการเลือกตั้งปี 2554 ของไทยใช้ระบบเลือกตั้งแบบเยอรมันจะทำให้พรรคเพื่อไทยได้ที่นั่ง 242 แทนที่จะเป็น 265 ที่นั่ง ส่วนพรรคประชาธิปัตย์จะได้ 176 แทนที่จะได้ 159 ที่นั่ง"นายรอล์ฟ กล่าว

เมื่อถามว่าหากประเทศไทยใช้การเลือกตั้งแบบเยอรมันจะแก้ปัญหาการเลือกตั้งไทยได้หรือไม่ นายรอล์ฟ กล่าวว่า ตนไม่สามารถตอบได้ เพราะเราถือว่ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการเลือกตั้งของเยอรมัน เพราะเรามีระบบการเลือกตั้งที่ประชาชนมีความเชื่อมั่น และทำให้รัฐบาลที่ได้มามีเสถียรภาพมากขึ้น และถือว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดรูปแบบหนึ่ง ดังนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศที่จะดูด้วยตัวเองว่า วิธีนี้จะเหมาะกับสังคม ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจกับประเทศนั้นๆหรือไม่ บางประเทศจะเอาไปใช้เป็นพิมพ์เขียว หรือบางประเทศจะใช้เป็นองค์ประกอบก็ได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลและประชาชนไทยจะเลือกใช้อย่างไร

ต่อข้อถามว่า หน่วยงานจัดการเลือกตั้งของเยอรมันมีอำนาจเลื่อนวันเลือกตั้งหรือไม่หากเกิดเหตุการณ์วิกฤติ นายรอล์ฟ กล่าวว่า กกต.เยอรมัน ไม่มีอำนาจในการเลื่อนวันเลือกตั้ง เพราะ กกต.มีหน้าที่บริหารจัดการเลือกตั้ง และตรวจสอบพรรค และผู้ลงสมัครเลือกตั้ง รวมทั้งการนับคะแนนเท่านั้น แต่การเลื่อนวันเลือกตั้งเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารที่จะมีความเห็นชอบในการตัดสินใจ ส่วนรูปแบบการหาเสียงนั้น จะมีกฎระเบียบกำหนดรูปแบบและวิธีการในการหา ส่วนเนื้อหาในการหาเสียงจะไม่มีข้อจำกัด แต่ให้อำนาจผู้มีสิทธิออกเสียงตัดสินใจว่าสามารถทำได้หรือไม่

ส่วนกรณีที่ส.ส.มีการลาออก เสียชีวิตหรือมีเหตุทำให้ตำแน่งวางลงไปนั้น นายรอล์ฟ กล่าวว่า ในกรณีดังกล่าวจะไม่มีการเลือกตั้งซ่อม ซึ่งจะให้ผู้ที่อยู่ในลำดับถัดไปทั้งในระบบบัญชีรายและเขตขึ้นดำรงตำแหน่งแทนโดยอัตโนมัติจนครบวาระจึงจะเข้าสู่เลือกตั้งอีกครั้ง ส่วนในเรื่องนโยบายการหาเสียงของผู้สมัครหรือของพรรคนั้น จะมีกฎระเบียบในเรื่องของการรณรงค์หาเสียงอยู่แล้ว โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการจัดการเลือกตั้งก็สามารถแถลงต่อสาธารณะผ่านช่องทางสื่อสารมวลชนต่างๆ ได้โดยมีงบประมาณสนับสนุนจากรัฐ ทั้งนี้เมื่อผู้สมัครหรือการเมืองได้ทำการแถลงนโยบายออกไปแล้วจะไม่มีข้อจำกัดในเนื้อหา ไม่ตรวจสอบว่าภายหลังจากได้รับการเลือกตั้งแล้วจะดำเนินการตามนโยบายที่ใช้หาเสียงหรือไม่ ซึ่งในกรณีถือว่าไม่เป็นกระทำผิดตามกฎหมาย แต่ขึ้นอยู่กับประชาชนว่าเมื่อครบวาระไปแล้วจะยังสนับสนุนหรือเลือกผู้สมัครรายนี้อยู่อีกหรือไม่

" ข้อดีของระบบการเลือกตั้งแบบเยอรมันนั้น จะเป็นการเปิดโอกาสให้พรรคขนาดเล็กได้มีโอกาสเข้ามามีที่นั่งในรัฐสภาบ้าง โดยจะทำให้พรรคเล็กสามารถเจริญเติบโตได้ ซึ่งทำให้นโยบายของพรรคขนาดเล็กมีโอกาสกลายเป็นวาระแห่งชาติได้ง่ายขึ้น และข้อดีอีกอย่างในระบบการเลือกตั้งของเยอรมันจะทำให้พรรคการเมืองในแต่ละพรรคหันหน้าเข้ามาทำงานร่วมกันได้อย่างประณีประนอม " นายรอล์ฟ กล่าว