กมธ.ยกร่างฯ ผ่านมาตรา เกี่ยวกับสื่อ เพิ่มถ้อยคำ ห้ามผู้ถือหุ้นแทรกแซง-ครอบงำกิจการสื่อมวลชน
คณะกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้พิจารณาร่างรายมาตรา (1/2/2) 20 ว่าด้วยเสรีภาพของสื่อมวลชนในการประกอบวิชาชีพ โดยนำบทบัญญัติในมาตรา 45 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณาและปรับถ้อยคำให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ทั้งนี้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้แสดงความเห็นและขอปรับเพิ่มในถ้อยคำ ประเด็นที่การห้ามครอบงำสื่อมวลชนที่ให้ครอบคลุมถึงผู้ถือหุ้น ที่อาจนำมาซึ่งการผูกขาดการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดเห็นที่เป็นการขัดขวางการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน
อย่างไรก็ตามที่ประชุมได้แสดงความเห็นอย่างหลากหลายในประเด็นของการเขียนคำว่า "ผู้ถือหุ้น" เพราะกังวลว่าจะกระทบต่อการถือหุ้นในบริษัทของสื่อมวลชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยไม่มีเจตนาเพื่อครอบงำหรือมีอิทธิพลในการครอบงำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ทั้งนี้ในประเด็นดังกล่าว อนุ กมธ.ยกร่างบทบัญญัติได้ชี้แจงว่า การถือหุ้นในบริษัทสื่อที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สามารถทำได้ แต่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ซึ่งมีข้อกำหนดให้บุคคลถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชนได้ไม่เกินร้อยละ 30
ทั้งนี้มีการตั้งคำถามถึงการสิทธิข้ามสื่อ ว่าทำได้หรือไม่ เพราะอาจจะหมายรวมถึงมีสื่อหลายประเภทอยู่ในมือ แต่ในที่ประชุมใอธิบายว่าปัจจุบันการถือคอรงสิทธิข้ามสื่อเป็นเรื่องธรรมดาเพราะเป็นเรื่องที่ก้าวไปไกลแล้ว เพราะบริษัทหนึ่งสามารถทำสื่อได้ครบวงจรทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ไม่ได้ถูกจำกัดเหมือนสมัยก่อน แต่จะเป็นปัญหาในกรณีครอบงำเนื้อหาข่าวสาร
ส่วนกรณีของบริษัททเนชั่น ได้มีการหยิบยกมาอภิปรายเช่นกัน แต่ก็มีการพูดคุยกันว่าจะเอามาเป็นตัวกำหนดในรัฐธรรมนูญไม่ได้ เพราะเหตุการณ์นี้เป็นบรรทัดฐานไม่ได้ เพราะต้องคำนึงถึงหลักกฎหมายด้วย เพราะการไปซื้อหุ้นในตลาดสามารถทำได้
ทั้งนี้ที่ประชุมได้ใช้เวลาหารือและอภิปรายกันนานเกือบ 2 ชั่วโมง ก่อนได้ข้อสรุปให้ผ่านการพิจารณาตามการปรับถ้อยคำตามที่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ อภิปราย
โดยสาระสำคัญของมาตรา (1/2/2)20 มืทั้งหมดเจ็ดวรรค ดังนี้ วรรคแรก “เสรีภาพของสื่อมวลชนในการประกอบวิชาชีพตามจริยธรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และรอบด้าน รวมทั้งมีความรับผิดชอบต่อสังคมย่อมได้รับความคุ้มครอง”
วรรคสอง ระบุว่า “การสั่งปิดกิจการสื่อมวลชนเพื่อริดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้จะกระทำมิได้”
วรรคสาม ระบุว่า “การห้ามสื่อมวลชนเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมดหรือบางส่วนหรือการแทรกแซงด้วยวิธีการใดๆ เพื่อริดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้จะกระทำมิได้เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฏหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพเกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัว และความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจและสุขภาพของประชาชนหรือเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเกลียดชังกันระหว่างคนในชาติหรือศาสนาหรือการใช้ความรุนแรงระหว่างกัน"
วรรคสี่ ระบุว่า “การให้นำข่าวหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนำไปโฆษณาในสื่อมวลชนจะกระทำมิได้เว้นแต่จะกระทำในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามแต่ทั้งนี้จะต้องกระทำโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฏหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามวรรคสาม"
วรรคห้า ระบุว่า "เจ้าของกิจการสื่อมวลชนต้องเป็นพลเมือง และพลเมืองไม่อาจเป็นเจ้าของกิจการสื่อมวลชน หรือผู้ถือหุ้นไม่ว่าโดยทางตรงและทางอ้อมหลายกิจการในลักษณะที่อาจจะมีผลเป็นการครอบงำ ผูกขาด การนำเสนอข้อมูลข่าวสารหรือความคิดเห็นต่อสังคมหรือมีผลเป็นการขัดขวางเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารหรือปิดกั้นการได้รับข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายของประชาชนทั้งนี้ ตามที่กฏหมายบัญญัติ"
ส่วนวรรคหก ระบุว่า “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชนมิได้ไม่ว่าในนามของตนเองหรือให้ผู้อื่นเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นแทนหรือจะดำเนินการโดยวิธีการอื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมที่สามารถบริหารกิจการดังกล่าวได้ในทำนองเดียวกันกับการเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการดังกล่าว"
วรรคเจ็ด ระบุว่า “รัฐจะให้เงินหรือทรัพย์สินอื่น หรือสิทธิอื่นใดเพื่ออุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชนมิได้การซื้อโฆษณาหรือบริการอื่นจากหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นโดยรัฐจะกระทำได้ก็แต่เฉพาะโดยอาศัยตามบทบัญญัติแห่งกฏหมายที่กำหนดขึ้นเพื่อการนั้น"





