ปลัดฯพาณิชย์รุดแจ้งความกองปราบฯ ดำเนินคดีทั้งแพ่งและอาญา โกดัง เซอร์เวเยอร์ เจ้าหน้าที่รัฐดูแลข้าว
ในโครงการรับจำนำเสียหาย ระบุ เข้าโครงการผ่านอคส.ดูแลรับผิดชอบ 3.6 ล้านตัน มูลค่าเสียหายรวมกว่า 6.5 หมื่นล้านบาท เผยผู้ร่วมกระทำความผิดร่วม 100 ราย
นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และนางสาวจีระวัฒน์ วัฒนฐานะ รองผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) รักษาราชการในตำแหน่ง ผอ.อคส. เข้าพบ พ.ต.อ.กณษ เศวตเลข รองผู้บังคับการกองปราบปราม พ.ต.ท.มิ่งมนตรี ศิริพงษ์ พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการ กก.2 บก.ป.เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับคู่สัญญาในโครงการรับจำนำข้าว ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในความผิดฐานลักทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ และข้อหาฉ้อโกง โดยนำเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมอบให้พนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐาน
คณะกรรมการนโยบายข้าว (นบข.) ได้มีมติเห็นชอบในการประชุมวันที่ 19 ธ.ค.2557 มอบหมายให้ตนในฐานะเลขานุการ นบข.แจ้งความดำเนินคดีกับคู่สัญญาในโครงการจำนำข้าว
ประเมินความเสียหาย 6.5 หมื่นล้าน
นางสาวชุติมา กล่าวว่า นบข.เห็นชอบให้ดำเนินคดีกับคู่สัญญาในโครงการรับจำนำข้าว กรณีข้าวที่ตรวจสอบแล้วคุณภาพไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด ซึ่งในส่วนความรับผิดชอบขององค์การคลังสินค้า(อคส.) สังกัดกระทรวงพาณิชย์ พบความเสียหายรวม 3 .6 ล้านตัน หากประเมินมูลค่าความเสียหายในราคาตลาดขณะนี้ จะอยู่ที่ประมาณ 6.5 หมื่นล้านบาท
แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มผิดชนิดข้าว จำนวน 5 ราย ใน 5 จังหวัด 10 โกดังกลาง 2. กลุ่มข้าวเสียจำนวน 13 ราย ใน 22 จังหวัด 94 โกดังกลาง 3.กลุ่มข้าวไม่ตรงตามมาตรฐาน จำนวน 59 ราย ใน 51 จังหวัด 652 โกดังกลาง
ระบุผู้กระทำผิดร่วม 100 ราย
"กรณีของคู่สัญญา 3 กลุ่มนี้ น่าจะมีผู้ที่เกี่ยวข้องนับ 100 ราย ซึ่งได้นำเอกสารหลักฐานต่างๆ มอบให้ทางพนักงานสอบสวน บก.ป.ไว้เพื่อพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว โดยหากพบว่ามีผู้ใดที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดก็ขอให้มีการดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนกรณีของข้าราชการ หากมีส่วนรู้เห็นหรือร่วมกระทำความผิดก็จะต้องถูกพิจารณาดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญา ซึ่งตรงนี้คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนดำเนินการ โดยในส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐก็อาจจะต้องถูกส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ดำเนินการต่อไป" นางสาวชุติมา ระบุ
ทั้งนี้ การเข้าแจ้งความดำเนินคดีดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ต้องการให้ดำเนินการตามกฎหมายและต้องมีผู้รับผิดชอบความเสียหาย ทั้งในส่วนของคดีแพ่งและอาญา รวมทั้งเรียกค่าเสียหาย หลังจากที่คณะอนุกรรมการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐ ได้ปูพรมตรวจสต็อกข้าวในโครงการรับจำนำ ปริมาณรวม กว่า 17 ล้านตัน ในโกดังกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งพบว่ามีข้าวที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานเพียง 2.1 ล้านตัน 12.2% ของข้าวทั้งหมด ส่วนที่เหลือพบว่าเป็นข้าวไม่ตรงตามมาตรฐาน, ข้าวเสีย ,ข้าวผิดชนิด และข้าวกองล้ม หรือข้าวที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ โดยก่อนหน้านี้ คณะอนุกรรมการปิดบัญชีประเมินว่าหากขายข้าวในสต็อกทั้งหมดแล้วจะขาดทุนประมาณ 680,000 ล้านบาท
ผลตรวจสต็อกข้าวของอนุกรรมการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐ ที่รายงานต่อนบข. ระบุว่ามีข้าวคงเหลือในคลังกลางขององค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) รวม 17.963 ล้านตัน แยกเป็น ข้าวผ่านมาตรฐาน 2.197 ล้านตัน (12.23%) ข้าวไม่ตรงตามมาตรฐาน 14.405 ล้านตัน(80.19%) ข้าวเสีย 0.694 ล้านตัน(3.86%) ข้าวผิดชนิด 0.068 ล้านตัน (0.38%) ข้าวกองล้ม/ข้าวที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ 0.599 ล้านตัน(3.34%)
กองปราบขอสตช.ตั้งคณะทำงานดูแลคดี
ด้าน พ.ต.อ.ณษ กล่าวว่า ในเบื้องต้นได้รับเรื่องและมอบหมายให้ พ.ต.ท.มิ่งมนตรี ได้สอบปากคำผู้แทนปลัดกระทรวงพาณิชย์แล้ว ซึ่งหลังจากนี้จะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ อย่างไรก็ดี เนื่องจากกรณีดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ จึงเตรียมทำเรื่องเสนอไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอให้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูแลคดี ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการดำเนินการก่อนจะพิจารณาเรียกตัวผู้ที่เกี่ยวข้องมาสอบปากคำ
ก่อนหน้านี้ นายแก้วสรร อติโพธิ นายสุรพล นิติไกรพจน์ นายกิตติศักดิ์ ปรกติ เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินคดีแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทนความเสียหายโครงการจำนำข้าว จากนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรและครม.ชุดที่แล้ว โดยอ้างถึงคณะกรรมการตรวจสอบโครงการจำนำข้าว กระทรวงการคลัง ได้สรุปความเสียหายกว่า 6.82 แสนล้านบาท จากปี 2547-2556 เสนอต่อรัฐบาลแล้ว นั้น เห็นว่าเฉพาะในส่วนโครงการของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 4 โครงการที่ขาดทุนทางบัญชีกว่า 5.1 แสนล้านบาทนั้น มีความเสียหายอันเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ที่ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่แผ่นดินรวมอยู่ด้วยนับแสนล้านบาท
รายงานของคณะกรรมการ สรุปชัดเจนแล้วว่า มีความเสียหายเป็นตัวเงินเกิดแก่ราชการอย่างมหาศาลยิ่ง และเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่ปีแรกที่เริ่มโครงการแล้วว่า ไม่มีทางที่รัฐจะระบายข้าวในราคารับจำนำได้เลย ความข้อนี้มีผู้ท้วงติงเป็นอันมาก ความเสียหายนี้ตกแก่แผ่นดินและราษฎรผู้เสียภาษีเป็นส่วนรวม ซึ่งเมื่อผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่ระดับรัฐมนตรีอย่างนี้ พระราชบัญญัติความรับผิดฯและระเบียบสำนักนายกฯข้อ 8,9,10กำหนดให้นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ต้องสั่งแต่งตั้ง “คณะกรรมการตรวจสอบความรับผิด” ขึ้นตรวจสอบและรายงานผลโดยมิชักช้าและมีหน้าที่ดำเนินคดีให้ผู้รับผิดชอบต้องชดใช้ความเสียหาย





