กมธ.ปฏิรูปการเมือง เล็งเปิดเวทีให้ ผู้นำขัดแย้งระดับบน หารือ ด้าน เอกชัย เผยผลศึกษาความไม่ปรองดองชาติ
พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง คนที่สอง ในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เปิดเผยถึงการประชุมซึ่งพิจารณาถึงประเด็นการสร้างความปรองดอง ว่า ที่ประชุมซึ่งมีนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธานกมธ.ฯ ได้พิจารณาถึงแนวทางการสร้างความปรองดองตามที่ตนเสนอ ตามรายละเอียดที่สำคัญ คือ 1.สภาพปัญหาของความไม่ปรองดอง มาจาก 9 สาเหตุ คือ 1.ภาวะของผู้นำรวมถึงจริยธรรมและผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้นำ, 2.การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายและคอร์รัปชั่นด้านอื่นๆ, 3.ระบบการเมืองและนักการเมือง ในสภาและนอกสภาที่เป็นเหมือนนักธุรกิจการเมือง, 4.ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม และปัญหาทางเศรษฐกิจ, 5.ความแตกแยกของบุคคลและองค์กร, 6.การบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ, 7.ความเสมอภาคในกระบวนการยุติธรรมและข้อมูลข่าวสาร, 8.รากเหง้าของประชาธิปไตยที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานวิถีชีวิตและบริบทของสังคมไทยและ 9.ประชาธิปไตยซึ่งถูกชี้นำโดยอำนาจเก่าและอำนาจใหม่ โดยปัญหาที่เกิดขึ้นสามารถแก้ไขได้ โดยแบ่งเป็นระยะๆ ดังนี้
ระยะสั้นต้องมีการเจรจา ไกล่เกลี่ย หรือจัดเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็นผ่านการจัดเวทีให้พบปะพูดคุย รวมถึงปรับจุดยืนให้เป็นจุดร่วมเดียวกันโดยกระบวนการพูดคุยที่ดำเนินการผ่านบุคคลที่เป็นกลาง ส่วนกระบวนการสื่อสารต่อสังคมต้องเน้นการมีส่วนร่วมของการแก้ปัญหา ขณะที่การบังคับใช้กฎหมาย ต้องปราศจากการชี้นำโดยนักการเมือง ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาวนั้นจำเป็นต้องสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนในกระบวนการประชาธิปไตย คำนึงถึงสิทธิหน้าที่ และศีลธรรมพร้อมกับส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยทุกระดับเพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรม สร้างเศรษฐกิจที่สมดุลรวมถึงให้ความสำคัญกับองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
พล.อ.เอกชัย กล่าวด้วยว่าสภาพปัญหาทางการเมืองหลังการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 57 สามารถจัดกลุ่มประชาชนได้เป็น 4 กลุ่มคือ 1.กลุ่มที่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ และต้องการมีส่วนร่วมในการปฏิรูป 2.กลุ่มที่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ และต้องการให้ประชาชนร่วมในการปฏิรูป 3.กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ และต้องการปฏิรูปโดยประชาชน โดยไม่มีทหารเข้ามาเกี่ยวข้อง และ 4.กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ และไม่ต้องการร่วมในการปฏิรูป จากการติดตามพบว่าประชาชนในกลุ่มแรกถูกดึงเข้าร่วมกระบวนการปฏิรูปและมีส่วนร่วมมากที่สุด แต่3กลุ่มที่เหลือไม่มีคณะทำงานใดให้ความสำคัญเท่าที่ควร ดังนั้นแนวทางการสร้างความปรองดองต้องเน้น 3 กลุ่มหลังให้มาก
พล.อ.เอกชัย กล่าวด้วยว่าที่ประชุมยังมีความเห็นเพิ่มเติมในประเด็นการสร้างความปรองดองคือ ต้องมีการบูรณาการทำงานร่วมกัน โดยในการประชุมวันที่ 12 ม.ค. จะเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สปช., นายประชา เตรัตน์ ประธาน กมธ.วิสามัญการมีส่วนร่วมและรับฟังความเห็นของประชาชน สปช., นางถวิลวดี บุรีกุล ประธานอนุกมธ.การมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ในกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ, นายประสาร มฤคพิทักษ์ ประธาน อนุกมธ.ปฏิรูปการเรียนรู้ การปรองดอง การมีส่วนร่วมทางากรเมืองของประชาชน ในกมธ.ปฏิรูปการเมือง สปช., นายกล้าณรงค์ จันทิก ประธาน กมธ.การเมือง สนช. , นายศิระชัย โชติรัตน์ ประธาน อนุ กมธ.ด้านการเมือง ในกมธ.การเมือง, นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน ประธาน อนุกมธ.ด้านระบบเลือกตั้งและพรรคการเมืองในกมธ.การเมือง สนช. และ พล.ท.พิสิทธิ์ สิทธิสาร รองเสนาธิการทหารบก ฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) กระทรวงกลาโหม เข้าร่วมประชุม
“ในการหารือเพื่อเปิดเวทีให้แกนนำระดับบนของคู่ขัดแย้ง เช่น หัวหน้าพรรคการเมือง, แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ร่วมวงหารือกัน” พล.อ.เอกชัย กล่าว





