วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปูด'แชร์ลูกโซ่'โทษเบาแค่ปรับ-รัฐชี้เอาผิดยาก

เผยพฤติการณ์"แชร์ลูกโซ่" อาศัยขึ้นทะเบียนธุรกิจขายตรงบังหน้า เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ด้านรัฐชี้เอาผิดยาก

นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กล่าวถึงพฤติการณ์ของบริษัทเอกชนที่มีลักษณะการดำเนินธุรกิจเข้าข่ายเป็นแชร์ลูกโซ่ ว่า จากการรวบรวมข้อมูลจากผู้เสียหายและเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องพบว่า บริษัทเหล่านี้จะมีประวัติเคยถูกร้องเรียนว่าทำธุรกิจเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่มาก่อน แต่เมื่อถูกจับได้ก็จะปิดบริษัทหนีไปเก็บตัว บางรายหลบหนีไปต่างประเทศ

นายอัจฉริยะ กล่าวต่อว่า เมื่อเรื่องเงียบไปก็จะกลับมาใหม่ บางรายเปลี่ยนชื่อนามสกุลแล้วไปจดทะเบียนเปิดบริษัทใหม่ขึ้นมาเพื่อหลอกเหยื่อ ซึ่งนอกจากการจดทะเบียนบริษัทแล้วยังมีการไปจดทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อขอจดทะเบียนประกอบธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงเพราะจะมีการใช้แผนการตลาด และทำให้น่าเชื่อถือเพราะมีหน่วยงานรัฐรับรอง เหมือนกับ ยาต้องมี อย.

ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กล่าวว่า ในการจดทะเบียนขอประกอบธุรกิจขายตรงนั้นบริษัทจะต้องแจ้งว่าดำเนินธุรกิจจำหน่ายสินค้าอะไร ซึ่งบริษัทที่แฝงแชร์ลูกโซ่ก็จะแจ้งว่าขายสินค้าอย่างหนึ่ง เช่น ซอฟต์แวร์ ให้กับสมาชิกตามราคาที่กำหนดขึ้น แต่ในความเป็นจริงพบว่า สมาชิกที่สมัครไม่ได้รับสินค้าตามที่มีการจดแจ้งไว้ และไปให้บริการแบบอื่น พร้อมกับโฆษณาเกินจริงว่าทำธุรกิจนี้ไม่กี่เดือนได้เงินล้าน หรือ เปลี่ยนรายจ่ายเป็นรายได้หลักแสน หรือเติมเงิน 100 ได้เงินล้าน เป็นต้น

นายอัจฉริยะ กล่าวด้วยว่า หลังจากดำเนินธุรกิจไปได้สักระยะบริษัทแชร์ลูกโซ่เหล่านี้ก็จะพยายามชักชวนให้หาสมาชิกโดยนำเรื่องผลตอบแทนมาล่อ อย่างเช่นกรณีบริษัททำธุรกิจเติมเงินออนไลน์แต่กลับชักชวนให้หาสมาชิกมาเป็นเครือข่ายซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเติมเงินมือถือเลยเพราะในความเป็นจริงบริษัทผู้ให้บริการก็มีบริการเหล่านี้อยู่แล้ว

นายอัจฉริยะ กล่าวอีกว่า หากบริษัทเหล่านี้ถูกจับได้ว่าไม่ดำเนินธุรกิจตามแผนการตลาดที่แจ้งไว้ ส่วนใหญ่จะถูกโทษปรับเงินเท่านั้นทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ไม่เกรงกลัว ขณะที่คนร้ายแก๊งแชร์ลูกโซ่ก็จะยักย้ายถ่ายโอนทรัพย์สินไปฟอก เว็บไซต์หรือบริษัทก็ปิดตัวแล้วหลบหนีไป แต่บางกลุ่มก็หนีไปตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้านแล้วไปหลอกลวงคนในพื้นที่นั้นๆ อีก

"ผลประโยชน์แชร์ลูกโซ่มหาศาลแค่ไหนลองคิดดูว่าแค่บริษัทเดียวก็สามารถหลอกเหยื่อให้หลงเชื่อสูญเสียเงินถึง 300-400 ล้านภายในปีเดียวแล้วเงินเหล่านี้ก็ถูกนำไปฟอก เมื่อเรื่องเงียบไปก็กลับมากระทำผิดใหม่เป็นเช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมา" นายอัจฉริยะ กล่าว

เขายังกล่าวด้วยว่า ในการตรวจสอบเครือข่ายแก๊งแชร์ลูกโซ่นั้นยังมีเจ้าหน้าที่รัฐอีกหลายหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สามารถตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินได้ หรือสรรพากรตรวจสอบการเสียภาษี ซึ่งหากมีหลายๆ หน่วยงานร่วมมือกันก็เชื่อว่าจะปราบปรามได้ผลมากกว่านี้

ด้านแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ สคบ. กล่าวถึงสถานการณ์แชร์ลูกโซ่ว่า ทุกวันนี้ก็ยังมีการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่นกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบบริษัทที่ทำธุรกิจขายตรงอยู่ ซึ่งก็มีหลายบริษัทที่กำลังจับตาและติดตามความเคลื่อนไหว แต่ทั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันนี้โลกออนไลน์ถูกกลุ่มแชร์ลูกโซ่ใช้เป็นเครื่องมือหลอกลวงเหยื่อ ซึ่งส่งผลให้หลอกลวงได้มากขึ้น

แหล่งข่าวผู้นี้ กล่าวว่า ส่วนการบังคับใช้กฎหมายนั้นแม้กฎหมายและเจ้าหน้าที่จะดูแลเรื่องนี้อย่างเต็มที่ แม้จะปิดบริษัทหรือหลบหนีไปก็สามารถสอบสวนรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่าในการสอบสวนมีอุปสรรคไม่น้อยเพราะกลุ่มคนร้ายประเภทนี้สามารถสร้างความเสียหายเป็นเงินมูลค่ามหาศาลซึ่งเงินเหล่านี้ถูกนำมาใช้ในการหลบหนี บางรายหนีออกนอกประเทศทำให้ยากต่อการติดตามจับกุม อีกทั้งระยะหลังกลุ่มคนร้ายมีความระมัดระวังตัวมากขึ้น

ขณะที่ แหล่งข่าวระดับสูงดีเอสไอ กล่าวว่า ในการดำเนินคดีกับบริษัทที่เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่นั้นมีข้อเท็จจริงที่จะต้องสอบสวนให้ได้ว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีพฤติกรรมการโกงอย่างไร ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญทางกฎหมาย แต่ผู้เสียหายในหลายๆ คดีซึ่งเสียเงินค่าสมาชิกแค่หลักพันบาทก็มักจะไม่เก็บหลักฐานการโอนเงินเอาไว้เพราะมองว่าเป็นเงินเล็กน้อยทำให้พวกเขาไม่ต้องการเอาเรื่อง นี่เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการรวบรวมหลักฐานดำเนินคดี