วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จาก'ผบ.ทบ.'ถึงก๊วนปล่อยข่าว3นายพล

(รายงาน) จาก ผบ.ทบ.ถึงก๊วนปล่อยข่าว3นายพล "อยากให้เรือถึงฝั่งเร็วก็อย่าทำให้มีคลื่น"

ข่าวการลาออกของ "สามนายพล" หรือพูดให้ชัดคือ "บีบให้ลาออก" จากตำแหน่งในกองทัพ จากปัจจุบันที่นั่งควบตำแหน่งรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลอยู่ด้วยนั้น จะว่าไปก็เริ่มมีกระแสมาตั้งแต่ก่อนปีใหม่

ทว่าเนื่องจากติดช่วงวันหยุดยาว การตรวจสอบข่าวจึงกระทำได้ไม่ถนัด ทั้งเจ้าตัวคนที่ตกเป็นข่าวเอง และผู้บังคับบัญชาที่รับผิดชอบ

สามนายพลที่ว่า คือ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองผู้บัญชาการทหารบก (รองผบ.ทบ.) ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด (รองผบ.สส.) ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา กองทัพบก ควบรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ข่าวเมื่อวันจันทร์ที่ 5 ม.ค.ไปถึงขั้นว่านายทหารบางคนใน 3 คนนี้เตรียมลาออกจากราชการแล้ว กระทั่งมีการออกมาปฏิเสธกันวุ่นวาย

ล่าสุดเมื่อวาน (6 ม.ค.) ก็ถึงคิว พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผบ.ทบ. และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ออกมาชี้แจงประเด็นข่าวดังกล่าวเป็นครั้งแรก

พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า ไม่รู้ว่าเกิดข่าวนี้มาได้อย่างไร และคิดว่าทุกคนที่เกี่ยวข้องไม่รู้ว่าข่าวนี้เกิดมาได้อย่างไร เพราะจากที่เราทำงานกันมา ทุกคนที่มีตำแหน่งและได้รับการแต่งตั้งเพิ่มเติมได้ทำหน้าที่มาด้วยดีและไม่มีปัญหาอะไร สามารถแบ่งเวลาในการปฏิบัติงานได้ ทุกคนทำหน้าที่ได้ไม่มีปัญหา

"คิดว่าสิ่งต่างๆ ผู้ที่เริ่มข่าวจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ผมไม่สามารถรับทราบได้ แต่คิดว่าถ้าเริ่มข่าวโดยมีความตั้งใจแอบแฝง ผมคิดว่าท่านไม่ปรารถนาดีเท่าไร ขอให้กลับไปคิดว่าเริ่มข่าวนี้อย่างไรและทำไม ต้องเข้าใจว่าขณะนี้เรามีสภาวะเหมือนปกติ ทั้งที่ผ่านมาจริงๆ แล้วไม่ปกติจากหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เสียสละตั้งแต่เป็นหัวหน้าคสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) เข้ามาดำเนินการจนขณะนี้มีรัฐบาลตามขั้นตอนที่ถูกต้องทุกประการ"

"อีกทั้งต่างชาติก็ยอมรับรัฐบาลแล้ว สามารถควบคุมสถานการณ์ให้ทุกอย่างเป็นปกติแล้ว ไม่มีม็อบ ไม่มีความร้ายแรง ไม่มีใครใช้อาวุธสงครามในพื้นที่เมืองกทม. ไม่มีเอ็ม 79 ลงไปในกลุ่มคนที่ทำให้เด็ก ผู้หญิง และคนชราเสียชีวิต เราอย่าลืมตรงนี้ไปว่าถ้าไม่มีการควบคุม สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้น แล้วเราจะไม่ยอมให้เกิดขึ้นอีกเป็นอันขาด ดังนั้นต้องเข้าใจกัน"

พล.อ.อุดมเดช กล่าวต่อว่า การที่เราต้องทำงานหลายๆ ด้านนั้นมีความจำเป็น ต้องมาช่วยกันดูแล เมื่อผ่านพ้นขั้นตอนที่นายกฯกำหนดตามโรดแมพ ก็เข้าสู่การเลือกตั้งที่สมบูรณ์และเป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามขั้นตอน แต่ทุกคนต้องเข้าใจว่าทุกอย่างเริ่มมาจากสภาวะที่ไม่ปกติและเราต้องรักษาสถานการณ์ให้ปกติ

ขณะนี้ทุกคนมีความรู้สึกเป็นปกติจนลืมไปว่าสิ่งที่ผ่านมาไม่กี่เดือนมันไม่ปกติและมีความรุนแรงมาก สิ่งเหล่านั้นทุกคนต้องช่วยกันให้ทุกอย่างเป็นปกติที่สมบูรณ์ตามโรดแมพระยะที่ 3 แต่ข่าวต่างๆ ที่ออกมาจากบางคนที่จุดประเด็นอาจจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ขอให้พอและไม่ต้องพูดอะไรตรงนี้ เพราะทุกอย่างเป็นไปได้และจะตั้งใจทำให้ดี

"วันนี้อยากให้ข่าวนี้เป็นวันสุดท้าย เพราะเกี่ยวข้องกับคนในกองทัพบก ผมไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น ในเรื่องของข่าวสารที่ทุกคนก็พูดว่าไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ไม่ทราบ ไม่ควรเป็นเรื่องที่ต้องนำมาขยายความกันต่อไป จริงๆ ผมอยากพูดเรื่องนี้ให้น้อย แต่ถ้าถามก็จะพูดว่าไม่มีปัญหาอะไร ทุกคนแบ่งเวลาและแบ่งงานได้ ผมเองก็มีหลายหน้าที่ที่เกื้อกูลต่องานของฝ่ายความมั่นคง ทำให้ผมเห็นภาพงานที่จะทำให้กระชับและราบรื่นยิ่งขึ้น ถือว่าเป็นการเสริมงานด้วยซ้ำไป ไม่ได้มีปัญหาอะไร" ผบ.ทบ.ซึ่งควบตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยกลาโหม ระบุ

ส่วนข่าวนี้เป็นการกดดันตนเองด้วยหรือไม่นั้น พล.อ.อุดมเดช บอกว่า "ผมไม่ได้กำหนดตัวเอง และเป็นอะไรก็ได้ แล้วแต่ผู้บังคับบัญชาเห็นความเหมาะสม รวมถึงผู้ที่มีชื่อถูกพาดพิงนั้นเป็นอะไรก็ได้ ถ้าถูกสั่งการหรือถูกกำหนดให้มาช่วยกัน ทุกคนก็ยินดีที่จะทำทุกอย่างตามกำลังความสามารถที่สติปัญญาของตนเองมี คิดว่าไม่ได้กดดันอะไร เพราะไม่มีผลว่าจะกดดันอะไร

"เรื่องนี้ทำให้เกิดกระแสข่าวจากคนที่เข้าใจในทางไม่ดี แต่ผู้ที่ปฏิบัติงานก็ไม่มีอะไร ผมไม่อยากให้ความสำคัญเรื่องเหล่านี้ เพราะมีเรื่องต่างๆ ที่ต้องทำอีกมาก อย่างไรก็ตาม การทำงานในขณะนี้มีความรู้สึกที่เรียบร้อย ราบรื่น และสามัคคี อย่าไปย้อนนำเรื่องต่างๆ ที่อาจมีคนตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ หากไม่ตั้งใจก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าตั้งใจ อยากขอคนที่เริ่ม ให้พอได้แล้ว"

ในประเด็นที่วา "คนที่เริ่ม" เป็นคนในกองทัพหรือนอกกองทัพ พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า "ผมไม่ทราบเหมือนกัน คนที่เริ่มจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ คนที่พูดคนแรกรู้ตัวดี ไม่รู้ว่าใครเหมือนกัน ไม่ขอขยายความต่อไป ทุกคนที่มาลงเรือพยายามแก้ไขปัญหา แต่ทุกอย่างต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนทุกคน หากยังคิดแล้วมาพูดต่างๆ มันทำให้รัฐนาวาของเราเดินได้ไม่เรียบ ถ้าเดินเรียบมันจะแก้เร็ว หากคลื่นแรงเรือก็ช้า"

"ถ้าเราอยากให้เรือไปถึงฝั่งเร็วก็ต้องไม่ให้มีคลื่น เพราะฉะนั้นใครจะคิดอะไรก็ตามที่ทำให้เกิดคลื่น ต้องไม่ตอกย้ำเรื่องเหล่านั้น มันจะได้เรียบร้อยและสำเร็จโดยเร็ว"

..................

"ประยุทธ์"ย้ำอีกแรง"ไม่จริง"

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า เรื่องข่าวลือที่มีข่าวว่าจะให้รัฐมนตรีบางคนที่ควบตำแหน่งข้าราชการประจำลาออกจากตำแหน่งข้าราชการประจำนั้น ไม่เป็นความจริง

"คนอนุมัติมีเพียงคนเดียวคือผม คนที่จะปรับรัฐมนตรีก็คือผม วันนี้ผมยังไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น ไม่มีใครลาออกทั้งสิ้น และผมไม่ได้ให้ใครลาออก ถ้าจะให้ใครลาออกผมคงไม่ให้เขาเข้ามาตั้งแต่ต้นแล้ว"

"วันนี้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวก็บัญญัติไว้ชัดเจนให้ข้าราชการประจำสามารถดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีและบริหารงานได้ ซึ่งรัฐมนตรีที่เป็นข้าราชการประจำก็ทำงานหนักเป็น 2 เท่า ไม่ใช่ว่าเขาไม่ได้ทำงานนะ ทั้งท่านผบ.ทบ. และรอง ผบ.ทบ. ก็ทำงาน 2 อย่าง ซึ่งผมว่าทำงาน 2 อย่างทำได้เยอะกว่าคนทำอย่างเดียวจะบอกให้ เพราะเขาทำ 2 อย่าง ทำงานด้วยความตั้งใจ"

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า "ส่วนของการปรับย้ายแต่งตั้ง ผบ.เหล่าทัพใหม่ ยืนยันว่าผบ.เหล่าทัพยังไม่มีการปรับย้าย และไม่เห็นว่าจะไปเดือดร้อนใคร ไม่ใช่ว่าจะปรับเพราะไม่มั่นใจอำนาจ เพราะผมไม่ได้ต้องการอำนาจ วันนี้ผมเพียงต้องการอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินในการปกครองเพื่อบังคับบัญชาเท่านั้น ไม่ใช่เอามาปกป้องผม"

นายกฯย้ำด้วยว่าไม่มีคลื่นใต้น้ำ ขอให้สื่ออย่าเขียนข่าวมากนัก โดยเฉพาะเรื่องน้องชาย (พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา) เพราะวันนี้ไม่มีคำว่าน้องชาย มีแต่ข้าราชการกองทัพบก "วันนี้ผมไม่ได้อยู่ในกองทัพบก ก็ให้สิทธิ ผบ.ทบ.เป็นผู้ตัดสิน เป็นผู้พิจารณา"