วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ครม.เคาะแผนแม่บทบริหารงานยุติธรรมปี58-61

ครม.เคาะแผนแม่บทบริหารงานยุติธรรม ปี 58-61 เน้นกระบวนการต้องรวดเร็ว-เข้าถึง-เป็นธรรม-ลดจำนวนคดี

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวภายหลังการประชุมครม.ครั้งที่ 1/2558 โดย ครม.อนุมัติแผนแม่บทการบริการงานยุติธรรมแห่งชาติปี 2558-2561 ที่เสนอโดยกระทรวงยุติธรรม และขอให้องค์กรได้นำเอาแผนแม่บทนี้ไปกำหนดเป็นกรอบทิศทางการดำเนินการให้สอดคล้องกัน ทั้งนี้ได้ขอสำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามแผนแม่บท โดยเฉพาะโครงการสำคัญๆ ที่แต่ละหน่วยงานได้เสนอมา ให้จัดพิจารณาเป็นความเร่งด่วนแรก สุดท้ายให้สำนักงานยุติธรรมของกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้ประสานงาน ติดตาม ประเมินผลความคืบหน้า ทั้งนี้แผนแม่บทดังกล่าวฉบับแรกในปี 2552-2555 แต่ในปี 2556-2557 นั้นสถานการณ์ไม่ปกติ จึงไม่มีแผนแม่บท จึงมีการประชุมคณะกรรมการพิจารณาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 ที่ผ่านมาโดยมีนายวิษณุ เครืองามเป็นประธาน จึงได้ข้อสรุปออกมาเป็นแผนแม่บทดังกล่าว

ซึ่งหลักการสำคัญของแผนแม่บทดังกล่าวคือ นำสภาพความเป็นจริง ความต้องการของประชาชนเป็นตัวตั้ง และหลักการสากลนำมาเป็นหลักสำคัญในการกำหนด โดยมีเป้าหมาย 4 ประการ คือ 1.การบริการประชาชนจะต้องมีความสะดวกรวดเร็ว มีค่าใช้จ่ายเหมาะสม 2.ให้ประชาชนเข้าถึงการบริการในด้านความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน 3.การบังคับใช้กฎหมายต้องมีความเสมอภาค และเป็นธรรม 4. ปริมาณคดีที่จะเข้าสู่ศาลจะต้องลดลง โดยจำแนกออกเป็น 5 ยุทธศาสตร์

พล.ต.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า โดยสรุปยุทธศาสตร์ทั้ง 5 ออกเป็นดังนี้ 1.ระบบการบริการประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมนั้นไม่ทันสมัย มีขั้นตอนมาก และมีหน่วยงานไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ จึงเกิดความล่าช้า จึงจะนำเทคโนโลยีสาระสนเทศมาใช้ มีการจัดตั้งศาลยุติธรรม ศาลปกครองเพิ่มขึ้นให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ รวมถึงนำหลักนิติวิทยาศาสตร์มาใช้ 2.การบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม ซึ่งในประเทศไทยการบังคับใช้กฎหมายไม่มีประสิทธิภาพ เกิดการละเลยในการบังคับใช้ มีสาเหตุโดยประชาชนไม่รับรู้กฎหมายหรือรับรู้แล้วแต่ฝ่าฝืน รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายนั้นใช้ดุลพินิจไม่เหมาะสม แนวทางในการแก้ไขจึงต้องปลูกฝังสำนึกความรับผิดชอบ ความเคารพกฎหมายแก่ประชาชนและผู้บังคับใช้กฎหมาย 3.กระบวนการยุติธรรมทางเลือกและการมีส่วนร่วมในงานยุติธรรม ซึ่งปริมาณคดีที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมีจำนวนมาก และแนวโน้มเมื่อเปิดประชาคมอาเซียนแล้ว ข้อพิพาทต่างๆ จะมีจำนวนมากขึ้น จึงต้องกระบวนการทางเลือกมาเพิ่มเติม นั่นคือการไกล่เกลี่ย การประนีประนอมในทุกกขั้นตอนและเปิดโอกาสให้องค์กรส่วนท้องถิ่น ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตรงนี้ด้วย 4.การสร้างองค์ความรู้ในงานยุติธรรม โดยบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมมีจำนวนไม่เพียงพอ ขาดองค์ความรู้ จึงต้องคัดเลือกบุคลากรอย่างมีระบบมากกว่านี้ มีการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ใช้ดุลพินิจได้อย่างเหมาะสม

และ 5.การขับเคลื่อนและบูรณาการบริหารงานยุติธรรม โดยที่ผ่านมาแต่ละองค์กรทำยุทธศาสตร์แยกกัน ไม่คิดถึงแผนแม่บท จึงต้องทำให้ทุกหน่วยงานรับทราบถึงแผนแม่บทอย่างแท้จริง ว่าเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง เพื่อทำยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกัน