วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กพร.คุมเข้มสิ่งแวดล้อมเหมืองทองคำ

กพร.คุมเข้มสิ่งแวดล้อมเหมืองทองคำ ประเมินมีสายแร่ทองคำกว่า 800 ตัน

กพร.ปรับมาตรการเหมืองแร่ทองคำใหม่ เข้มงวดสิ่งแวดล้อม คืนประโยชน์ให้ชุมชนตั้งกองทุนดูแลชุมชนรอบเหมืองแร่ คาดได้ข้อสรุปกลางปี 58

นายชาติ หงส์เทียมจันทร์ รองอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เปิดเผยถึงนโยบายเหมืองทองคำของกระทรวงอุตสาหกรรม ว่า ในมาตรการเหมืองแร่ทองคำฉบับใหม่ จะมีความพิเศษกว่าฉบับเดิม ซึ่งกพร.จะออกมาตรการคุมเข้มเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยจะต้องพิจารณากลั่นกรองและทำให้เข้มงวดมากขึ้น ทั้งการตรวจสอบการกำกับดูแล และการดูแลพื้นที่เหมืองหลังหมดสัมปทาน โดยพยายามให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมตรวจสอบรับรู้ทุกขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้น

ทั้งนี้ มาตรการเหมืองแร่ทองคำในปัจจุบัน จะมีการลงพื้นที่ตรวจสอบเหมืองแร่เฉลี่ยปีละ 3-4 ครั้ง เพื่อสำรวจว่าบ่อน้ำใช้แล้วที่ออกจากเหมือง ไม่ให้ซึมออกสู่ชุมชน ตรวจสอบความผิดสังเกตจากการขุดเจาะแร่ แต่ในมาตรการใหม่ กพร.จะเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบและศึกษาผลกระทบชุมชนโดยรอบอย่างละเอียด และเมื่อมีการตรวจสอบพบโลหะหนักในแหล่งน้ำในชุมชน ผู้ประกอบการจะต้องเข้าไปดำเนินการแก้ไขและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทันที และต้องรับผิดชอบในการฟื้นฟูคุณภาพแหล่งทรัพยากรธรรมชาติให้กลับมาใช้ใหม่ได้

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการเหมืองแร่ทองคำ จะต้องให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าแก่ชุมชนโดยรอบ เช่น ควรมีโครงการเฝ้าระวังสุขภาพ หรือกองทุนดูแลหมู่บ้าน วัด โรงเรียน ให้กับชุมชนรอบเหมือง ซึ่งกพร. กำลังเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อให้ความเห็นชอบในเบื้องต้น และจะให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชน ให้มีการนำเสนอความเห็นอย่างรอบด้านก่อนที่จะเสนอครม..กำหนดเป็นนโยบายพื้นฐาน ซึ่งคาดว่าน่าจะแล้วเสร็จกลางปี 2558

“ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรก็ตามที่ต้องสงสัยว่าเกิดจากเหมือง โดยเฉพาะด้านสุขภาพ ให้เข้าไปช่วยแก้ปัญหาซึ่งบริษัทยินดีจะทำ วันนี้เจ้าของเหมืองต้องไปดูแลก่อน ซื้อใจชุมชนโดยรอบ ถ้าทำไม่ได้ก็อย่าทำเหมืองเลย” นายชาติ กล่าว

สำหรับการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) ของเหมืองทองคำมี 2 กรณี คือ 1.ถ้าเหมืองทองแห่งนั้นมีการถลุงทองอยู่ในเหมืองอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ หรือใช้ไซยาไนด์ หรือมีแร่อซิโนไพไลท์ ซึ่งก่อให้เกิดสารอาซินิก ซึ่งเป็นสาเหตุของเกิดไข้ดำ จำเป็นต้องดำเนินการให้ผ่านขั้นตอนการขออนุญาต อีเอชไอเอ แต่กรณีที่ 2.เหมืองทองคำทั่วไปไม่มีโรงถลุง ไม่มีสารโลหะหนัก ให้ดำเนินการขอ อีไอเอ

ส่วนกรณีที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ยกเลิกการให้สิทธิประโยชน์เหมืองทองคำนั้น เบื้องต้น กพร.เห็นชอบกับนโยบายดังกล่าว เนื่องจากในอดีตโครงการเหมืองทองคำเริ่มปี 2543 ซึ่งขณะนั้นราคาทองคำอยู่ที่ 300 เหรียญต่อออนซ์ ประกอบกับต้องมีการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ แต่ปัจจุบันราคาขยับขึ้นเป็น 1,200 เหรียญต่อออนซ์ ทำให้ผู้ประกอบการมีกำไรที่มากขึ้น และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ

จากการประเมินในเชิงศักยภาพคาดว่า มีสายแร่ทองคำประมาณ 700-800 ตัน ส่วนเหมืองประเภทอื่นๆ ต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป เช่น เหมืองโปแตซ หรือควอทซ์ ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อภาพรวมของเศรษฐกิจในอนาคต ก็จำเป็นที่จะต้องส่งเสริมการลงทุนต่อไป

แหล่งข่าวในคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เปิดเผยว่า ในกิจการเหมืองแร่ทองคำพิจารณาแล้วว่าเป็นประเภทกิจการที่ไม่ได้สร้างรายได้หลักให้กับประเทศ และผู้ประกอบการก็จะต้องลงทุนทำกิจการนั้นๆ อยู่แล้ว