วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สสว.คาดปีนี้เอสเอ็มอีโต5.4%

(รายงาน) สสว.คาดปีนี้เอสเอ็มอีโต5.4% มั่นใจตลาดฟื้นตัว-น้ำมันลดช่วยต้นทุน

ในปี 2557 อุตสาหกรรมขนาดกลาง-ย่อม (เอสเอ็มอี) ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมือง และเศรษฐกิจโลกตกต่ำอย่างรุนแรง ทำให้รัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับเอสเอ็มอีอย่างเร่งด่วน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังได้ลงมากำกับมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีอย่างใกล้ชิด ทำให้สถานการณ์เอสเอ็มอีเริ่มฟื้นตัว และคาดว่าในปี 2558 ภาคธุรกิจเอสเอ็มอีจะขยายตัวอย่างเด่นชัด

จากการประเมินภาพรวมของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในปี 2558 ของ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พบว่า ในปี 2558 ปัจจัยด้านเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศดีขึ้นกว่าในปี 2557 ดังนั้น สสว. จึงประเมิน จีดีพีเอสเอ็มอีทั้งประเทศจะมีการขยายตัวในระดับ 5.4% ภายใต้สมมติฐานในการประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปรับเพิ่มขึ้น 4% ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.2%

ปัจจัยสนับสนุนมาจากการปรับตัวจากฐานเดิมที่ต่ำ นโยบายของภาครัฐที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การให้ความช่วยเหลือเกษตรกร การจ้างงานและสร้างรายได้นอกภาคเกษตร การเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ การปรับโครงสร้างราคาพลังงาน การลดอัตราภาษีสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี การจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุน เป็นต้น

ขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ และเศรษฐกิจค้าโลกมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวจะช่วยผู้ประกอบการลดต้นทุน การสร้างโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ รวมถึงการเพิ่มอำนาจซื้อให้กับผู้บริโภค ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้สถานการณ์เอสเอ็มอีในปี 2558 มีการขยายตัวดีขึ้น

เปิด 11 กลุ่มธุรกิจเด่นปี 58

ส่วนกลุ่มธุรกิจเด่นในปี 2558 จากการประเมินความต้องการในตลาด และศักยภาพการแข่งขันทั้งในตลาดโลกและตลาดภูมิภาค รวมทั้งเป็นธุรกิจที่สอดคล้องกับกระแสโลก มีจำนวน 11 กลุ่ม ได้แก่ 1.ธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะอุปกรณ์สื่อสาร อุปกรณ์การแพทย์ ขณะที่การส่งออกมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 2.ธุรกิจยานยนต์และชิ้นส่วน เนื่องจากตลาดคู่ค้าสำคัญของไทยทั้ง เอเชีย ยุโรป และสหรัฐฯ เริ่มกระเตื้องขึ้น รวมทั้งไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนในภูมิภาคอาเซียน ทำให้สินค้าในกลุ่มธุรกิจนี้มีโอกาสสูงโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน

3.ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ผลจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพและความงาม ทำให้อาหารเฉพาะกลุ่ม เช่น คนอ้วน คนป่วย ทารก และนักกีฬา มีลู่ทางที่ดี 4.ธุรกิจการบริการด้านการศึกษา เนื่องจากมีการส่งเสริมการศึกษานอกระบบเพิ่มสูงขึ้น เพื่อรองรับการสร้าง Knowledge Economy 5.ธุรกิจด้านพลังงาน ผลจากต้นทุนมีทิศทางลดต่ำลง ขณะที่การลงทุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนขยายตัว โดยเฉพาะธุรกิจพลังงานทดแทนเนื่องจากกระแสความสนใจเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน 6.ธุรกิจภาคเกษตรกรรม เนื่องจากสามารถเชื่อมโยงการผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน กัมพูชา สปป.ลาว เวียดนาม และเมียนมาร์ ตามการเปิดเออีซี และเป็นธุรกิจต้นน้ำของธุรกิจเกษตรแปรรูปอาหาร ยา และพลังงานทดแทน ที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง

ธุรกิจก่อสร้าง-ขนส่ง-ไอทีโต

7.ธุรกิจก่อสร้าง เนื่องจากได้รับโอกาสจากการเปิดเออีซี ที่แต่ละประเทศมีการพัฒนาทั้งระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน งานพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ขณะที่ภาครัฐของไทยมีการลงทุนพัฒนาระบบขนส่งขนาดใหญ่ ทั้งรถไฟฟ้า รถไฟรางคู่ เป็นต้น 8.ธุรกิจการขนส่งและโลจิสติกส์ มีโอกาสเติบโตตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจภายในประเทศ และการเปิดเออีซี ที่จะเชื่อมโยงการขนส่งมวลชนและสินค้าได้มากขึ้น 9.ธุรกิจท่องเที่ยว เนื่องจากการท่องเที่ยวของไทยมีศักยภาพการแข่งขันทั้งในตลาดโลกและตลาดภูมิภาค ที่สำคัญการเปิดเออีซี จะทำให้สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านได้ด้วย และผลจากการเมืองที่มีเสถียรภาพทำให้ทิศทางการท่องเที่ยวไทยสดใส

10.ธุรกิจการบริการด้านสุขภาพ ผลจากความตื่นตัวด้านสุขภาพ ด้านการชะลอวัย และโครงสร้างทางสังคมเข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงอายุ และ 11.ธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เนื่องจากนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิตอลของรัฐบาล จะสร้างความตื่นตัวในการพัฒนาระบบไอที และระบบไอซีที ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงความต้องการจากตลาดต่างประเทศ

ห่วง 4 กลุ่มธุรกิจยอดขายร่วง

ส่วนกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มต้องระมัดระวังในปี 2558 มีอยู่ 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.ธุรกิจการผลิตยารักษาโรค ผลจากการที่ผู้บริโภคตื่นตัวด้านสุขภาพและมีแนวโน้มหันไปใช้ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรเพิ่มมากขึ้น 2.ธุรกิจการผลิตน้ำนมและผลิตภัณฑ์จากนม เนื่องจากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปจำกัดโควตาการส่งออกน้ำนมดิบ ขณะที่ราคาขายน้ำนมดิบของผู้ค้ารายย่อยภายในประเทศตกต่ำลง 3.ธุรกิจการผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ไฟฟ้า ผลจากมีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะจากประเทศจีนซึ่งมีราคาต่ำกว่า และ 4.กลุ่มธุรกิจการทำอาหารแปรรูปทั่วไป เนื่องจากตลาดมุ่งเน้นไปยังสินค้าเพื่อสุขภาพมากขึ้น เพื่อรองรับการกระแสการตื่นตัวด้านสุขภาพที่มาแรงในปีหน้า

ส.อ.ท.ดันสัดส่วนจีดีพีเอสเอ็มอีเพิ่ม 42%

นายศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (เอสเอ็มไอ) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้ความเห็นว่า ในปี 2558 หากรัฐบาลเดินหน้าให้การสนับสนุนเอสเอ็มอี ตามที่ได้หารือร่วมกับภาคเอกชน ก็คาดว่าจะทำให้สัดส่วนของ จีดีพี เอสเอ็มอี จะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 5% จากปัจจุบันที่จีดีพีเอสเอ็มอี มีสัดส่วน 37% จะเพิ่มเป็น 42% ของยอดรวมจีดีพีทั้งประเทศ หรืออย่างต่ำคาดว่าน่าจะเพิ่มขึ้นไปถึงระดับ 40% เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนจีดีพีของเอสเอ็มอีให้ได้ 50% ภายในปี 2563 ซึ่งเป็นระดับที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศชาติมีความเข้มแข็ง

ทั้งนี้ การที่จะไปให้ถึงเป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลจะต้องช่วยเหลือขยายตลาดให้กับเอสเอ็มอี โดยการออกนโยบายให้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ต้องกำหนดให้ต้องซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีภายในประเทศไม่ต่ำกว่า 30% ทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ รวมทั้งการกระตุ้นการส่งออกไปยังตลาดอาเซียน เนื่องจากเป็นตลาดที่มีการเติบโตสูง และต่างก็เชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าไทย