วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปีแพะจับตาวาระร้อน'ร่างรธน.-ปฏิรูปตำรวจ'

(รายงาน) ไฮไลต์สำคัญการปฏิรูป ต้องจับตามองปีแพะ วาระร้อน "ร่างรธน.-ปฏิรูปตำรวจ"

เปิดศักราช "ปีแพะ" หลายคนจับตาไปที่สถานการณ์บ้านเมือง บางส่วนยังเชื่อว่าทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างสงบเรียบร้อย แต่ในทางกลับกันหลายคนก็แสดงความกังวลว่าสถานการณ์อาจพลิกผันสู่ "จุดเดือด" อันมีสาเหตุมาจากปัจจัยต่างๆ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

จนมีการมองว่าปีแพะปีนี้อาจกลายเป็นปี "แพะบ้า" หรือ "แพะดุ" ก็เป็นได้

โดยเฉพาะประเด็นการเมืองกำลังเข้าสู่โหมดปฏิรูปและยกร่างกติกาประเทศกันใหม่ โดยมีแม่น้ำ 2 สายหลักรับผิดชอบ คือ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) ขับเคลื่อนคู่ขนานไปด้วยกัน

เริ่มที่ สปช.ก่อน เพราะถือเป็นเจ้าภาพของการปฏิรูปครั้งนี้ที่มาพร้อมกับสโลแกน "ก้าวแรก 60 วันสู่การปฏิรูปประเทศ" มุ่งเน้นไปที่ 2 ภารกิจหลักคือ 1.การจัดทำข้อเสนอแนะต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กับ 2.ภารกิจการเดินหน้าปฏิรูปประเทศ ภายใต้การนำของ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสปช.ที่ตั้งเป้าเอาไว้ว่า ในปี 2558 จะมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของระบบต่างๆ ที่เดินเครื่องประเทศอยู่ ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และการเมือง

โดยตลอดเดือน ม.ค.2558 จะเป็นห้วงเวลาของการจัดทำวิสัยทัศน์เพื่อเป็นพิมพ์เขียวในการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมด

ขณะที่ไฮไลต์สำคัญของการปฏิรูปซึ่งต้องจับตามอง เพราะจะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะได้เห็นในปี 2558 มีอยู่ที่ 2 ประเด็นหลักๆ คือ

1.การกระจายอำนาจและการบริหารราชการแผ่นดิน กับ 2.การยกเครื่ององค์กรตำรวจ ซึ่งคาดว่าอีกไม่เกิน 3 เดือนนับจากนี้ จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ

ทั้งนี้ ในประเด็นการกระจายอำนาจและการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ผ่านมายังไม่มีความชัดเจนนัก เพราะมีประกาศและคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำกับอยู่หลายฉบับ แต่ในส่วนของการปฏิรูปตำรวจมีการ "แย้มพราย" ข้อเสนอกันออกมาบ้างแล้ว และถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักพอสมควร

ข้อเสนอดังกล่าวเป็นของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปช. สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

- ให้ยกเลิกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ให้มี "สภากิจการตำรวจแห่งชาติ" ที่มีกรรมการประกอบด้วย หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวกับความมั่นคง และหัวหน้าส่วนราชการในกระบวนการยุติธรรม กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิที่ผ่านการคัดเลือกจาก ส.ส.และ ส.ว. เข้ามาทำหน้าที่กำกับดูแลการทำงานของตำรวจแทน

- ให้กระจายอำนาจการบริหารงานตำรวจ โดยมีตำรวจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น พร้อมให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ แต่งตั้ง โยกย้าย หรือถอดถอนตำรวจ พร้อมทั้งให้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างหน่วยงานบางหน่วยที่รับผิดชอบภารกิจซึ่งไม่ใช่งานตำรวจโดยตรง ให้โอนไปขึ้นกับหน่วยงานที่ดูแลงานนั้นๆ แทน เช่น ตำรวจป่าไม้ ไปอยู่กับกรมป่าไม้ เป็นต้น

สปช.หมายมั่นปั้นมือว่า อีกไม่เกิน 3 เดือนข้างหน้าจะได้เห็น "พิมพ์เขียวปฏิรูปตำรวจ" ท่ามกลางคำถามอึงมี่จากคนในวงการสีกากีและแวดวงอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะประเด็นการกระจายงานตำรวจไป "ท้องถิ่น" ว่าจะเปิดช่องให้ตำรวจกลายเป็นมือไม้ของกลุ่มอิทธิพล หรือทำให้หน่วยงานตำรวจถูกแทรกแซงง่ายขึ้นอีกหรือไม่

นี่คือหนึ่งประเด็นร้อนที่ต้องจับตา!

ขณะที่แม่น้ำอีกหนึ่งสายที่จะสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศ และจะเป็นตัวชี้วัดว่าการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 จะ "เสียของ" หรือไม่ นั่นก็คือกระบวนการเขียนกติกาประเทศใหม่ ผ่านกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ

การเขียนกฎหมายแม่บทของประเทศหนนี้ มีนักกฎหมายชั้นครูอย่าง บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นหัวเรือใหญ่ มีเป้าหมายทำให้รัฐธรรมนูญเป็นภูมิคุ้มกันประเทศ แก้ปัญหาอดีต และสร้างอนาคตใหม่ร่วมกัน

กรอบการทำงานของ กมธ.ยกร่างฯนั้น ในปี 2558 จะเดินหน้าอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อพิจารณาข้อเสนอจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อคัดเลือกสิ่งที่ดีที่สุดบรรจุในร่างรัฐธรรมนูญแล้ว คณะอนุกมธ.ยกร่างบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ที่มี นางกาญจนรัตน์ ลีวิโรจน์ เป็นประธาน จะนำข้อเสนอไปยกร่างเป็นรายมาตราจนถึงวันที่ 11 ม.ค. จากนั้นในวันที่ 12 ม.ค.ก็จะได้เห็น "พิมพ์เขียว" ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ถัดจากวันที่ 12 ม.ค. กมธ.ยกร่างฯจะนำพิมพ์เขียวที่ได้มาพิจารณาลงรายละเอียดเป็นรายมาตรา ซึ่งรูปแบบของรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปนี้ จะเน้นเนื้อหาที่สั้น กระชับกว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหาอยู่ที่ 250-300 มาตรา

ประเด็นที่ กมธ.ยกร่างฯ ตีตกไปแล้ว คือ การได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) จากการเลือกตั้งโดยตรง เนื่องจากมีความสุ่มเสี่ยงที่ทำให้รัฐบาลมีความเข้มแข็งมากจนกลายเป็นรัฐบาลเผด็จการที่ไม่สามารถควบคุมตรวจสอบได้

ขณะที่ประเด็นที่ยังคงมีการถกเถียงกัน คือ การได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเสนอชื่อของ ส.ส. และให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ โดยนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส.หรือสังกัดพรรคการเมืองใด เพื่อเปิดทางให้สามารถนำ "คนนอก" เข้ามาดำรงตำแหน่งได้ ในแบบที่บางฝ่ายเรียกว่า "นายกฯคนกลาง" โดยอ้างว่าเปิดช่องไว้สำหรับในยามบ้านเมืองวิกฤติ เจอทางตันทางการเมือง

ประเด็นนี้มีเสียงค้านจากหลายฝ่าย ทั้งค้านรุนแรงและติเพื่อก่อ หนึ่งเสียงที่ติเพื่อก่อ ก็เช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่บอกว่า เกรงว่าข้อเสนอนี้อาจนำไปสู่วิกฤติ ฉะนั้นในร่างรัฐธรรมนูญควรระบุให้ชัดเจนว่า หากเกิดภาวะวิกฤติจริงๆ จนต้องใช้ "นายกฯคนกลาง" ก็ต้องใช้เสียง 3 ใน 4 ของสภาในการสนับสนุน เป็นต้น

ส่วนประเด็นอื่นๆ ที่ยังคงมีความเห็นแตกต่าง อาทิ การให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีอำนาจเพียงกำหนดวันเลือกตั้งและให้ใบเหลืองเท่านั้น ส่วนอำนาจแจกใบแดงเป็นหน้าที่ของศาล ขณะที่การจัดการเลือกตั้งให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐอย่างกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเท่ากับเป็นการ "ลดอำนาจ-ริบดาบ" กกต.กันเลยทีเดียว

นอกจากนั้นยังมีประเด็นระบบการเลือกตั้ง ส.ส. "แบบสัดส่วนผสม" เหมือนของเยอรมัน คือ ให้มี ส.ส.จำนวน 450 คน แต่ไม่เกิน 480 คน แบ่งเป็น ส.ส.เขต 250 คน และ ส.ส.สัดส่วน 200 คน (คล้ายปาร์ตี้ลิสต์เดิม) ซึ่งมีการมองกันว่าหากนำรูปแบบดังกล่าวมาใช่กับประเทศไทยพรรคที่จะได้ผลกระทบอย่างเต็มๆ คือ 2 พรรคใหญ่อย่างประชาธิปัตย์กับเพื่อไทย ขณะที่พรรคขนาดกลางและเล็กมีโอกาสในสนามเลือกตั้งมากขึ้น

ประเด็นทั้งหมดที่กล่าวมายังเป็นเพียงข้อเสนอที่ยังต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองจาก "ด่านแรก" คือ กมธ.ยกร่างฯ ซึ่งจะเริ่มต้นพิจารณารายละเอียดเป็นรายมาตราตั้งแต่วันที่ 12 ม.ค.เป็นต้นไป และจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จทั้งหมดภายในวันที่ 17 เม.ย. จากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวนการ "ด่านที่ 2" คือ ส่งให้ สปช.พิจารณาและเสนอแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งแม่น้ำสายอื่นๆ อย่างคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็มีสิทธิเสนอประเด็นแก้ไขเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน

นี่ยังไม่นับรวมถึงกระบวนการทำ "ประชามติ" ที่หลายฝ่ายเรียกร้องอยู่ในขณะนี้ แต่จะกระทบกับกำหนดเวลาการเลือกตั้งใหม่ที่อาจต้องทอดเวลาไปอีกอย่างน้อยๆ 3 เดือน

คำถามคือพวกรอเลือกตั้งอยู่จะยอมหรือไม่? และอะไรจะเกิดขึ้นหากมีการสร้างกระแสล้มกระดานขึ้นมา!