สุริยะใส ประเมินเส้นทางสร้างปรองดองสำเร็จได้ หากคสช.-ครม.ออกนโยบายหนุนที่ชัดเจน
“สุริยะใส” ประเมินเส้นทางสร้างปรองดองสำเร็จได้ หาก “คสช.-ครม.” ออกนโยบายหนุนที่ชัดเจน-แสดงจุดยืนไม่มีวาระซ่อนเร้น-ไม่เลือกปฏิบัติ พร้อมสนับสนุนงานคณะศึกษาแนวทางปรองดอง พร้อมแนะให้จัดเวทีรับฟังความเห็นทุกภาคส่วน รวมถึงตำรวจ-อัยการ-ผู้พิพากษา ก่อนกำหนดโร้ดแม็พ 3ระยะ
นายสุริยะใส กตะศิลา อาจารย์วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ฐานะแนวร่วมคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) กล่าวถึงการเตรียมพิจารณาและวางกรอบการสร้างแนวทางปรองดอง ของคณะทำงานศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง ที่มีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เป็นประธาน ว่า ประเด็นสำคัญที่ทางคณะทำงานฯ ต้องพิจารณา คือ การเร่งประชุมโดยเชิญทุกฝ่าย อาทิ ผู้ที่มีส่วนได้เสีย, องค์กรทางสังคม, สถาบันการศึกษา, นักวิชาการที่มีส่วนเกี่ยวข้องและได้ศึกษาเรื่องที่เกี่ยวข้อง, สภาทนายความ, ตำรวจ, อัยการ และ ผู้พิพากษา มาร่วมพิจารณาและรับฟังข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเปิดเวทีรับฟังความเห็นจากสังคมวงกว้าง เพื่อกำหนดแผนการสร้างความปรองดอง ที่แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วนหรือเฉพาะหน้า , ระยะกลาง และระยะยาว นอกจากนั้นต้องวางหลักการที่สำคัญ คือ แยกประเด็นการแตกแยกทางการเมืองออกจากความขัดแย้งหลักในสังคม เช่น ความเหลื่อมล้ำ ความยากจน
นายสุริยะใส กล่าวด้วยว่าสำหรับแผนปรองดองระยะเร่งด่วนหรือเฉพาะหน้า นั้น ตนเห็นด้วยกับกรอบที่นายเอนก เสนอเป็นหลักการ คือ การนิรโทษกรรมให้กับประชาชน ยกเว้นผู้ที่ต้องคดีหมิ่นสถาบัน , คดีอาญา , คดีทุจริต คอร์รัปชั่น ดังนั้นสิ่งที่ควรต้องเร่งทำคือพิจารณาในข้อมูลว่ามีประชาชนที่ได้รับผลกระทบจำนวนเท่าใด มีกี่คดี กี่กลุ่มคดี และจำแนกเป็นข้อมูลให้ชัดเจน นอกจากนั้นต้องพิจารณาด้วยว่าในคดีที่มีการกล่าวหาเกินความจริง เช่น ต้องหาคดีกบฎ, คดีก่อการร้าย ที่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการกลั่นแกล้งจากผู้ที่มีอำนาจในยุคที่ผ่านมา ต้องทำความจริงและข้อมูลเหตุแห่งคดีให้มีความชัดเจน เพราะส่วนตัวมองว่าประเด็นกลั่นแกล้งที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง ไม่ปรองดอง นอกจากนั้นในประเด็นการนิรโทษกรรม โดยรูปแบบของกฎหมายจำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไขการนิรโทษกรรม ไม่ใช่ยกโทษให้ทั้งหมด อย่างน้อยผู้ที่จะได้รับการนิรโทษกรรมต้องสำนึกผิด ยอมรับผิด
นายสุริยะใส กล่าวด้วยว่าความสำเร็จของการสร้างแนวทางปรองดอง ส่วนตัวมองว่าจะขึ้นอยู่กับการสนับสนุนจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) , คณะรัฐมนตรี (ครม.) และ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ด้วย เพราะข้อเสนอใด ที่คณะทำงานศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองได้ศึกษาและทำเป็นข้อเสนอที่ส่งต่อไปยังรัฐบาลหรือเสนอเป็นร่างกฎหมายให้ สนช. หากผู้บริหารไม่รับข้อเสนอ หรือไม่ประกาศนโยบายที่จะสนับสนุนในประเด็นนี้ อาจทำให้สังคมไม่เกิดความเชื่อมั่นในรูปธรรมการทำงานและทางคณะทำงานฯ อาจจะเสียเวลาทำเรื่องนี้แบบเปล่าประโยชน์
“แม้จะมีคนมองว่า คสช. คือ คู่ขัดแย้งกับกลุ่มที่สูญเสียอำนาจ และอาจทำให้แนวทางการสร้างความปรองดองไม่ได้รับความร่วมมือ แต่ผมมองว่าหากคณะทำงานได้การกำหนดกรอบ หรือแนวทางว่าจะนิรโทษกรรมขนาดไหน มีขั้นตอนอย่างไร หรือแผนปฏิบัติอย่างไร เชื่อว่าแนวทางปรองดองจะเดินไปได้ไม่ยาก และหาก ครม. หรือ คสช. ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าผลักดันเรื่องนี้ โดยไม่มีวาระซ่อนเร้น หรือ เลือกปฏิบัติ กลั่นแกล้งฝ่ายใด สังคมจะเกิดความเชื่อมั่นและได้รับความร่วมมือ” นายสุริยะใส กล่าว





