วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับตา! ดาบสองคมจาก'ม.44'

มาตรา 44 เป็นดาบสองคมว่า"อนาคตต้องติดตามว่าคสช.จะใช้ประกาศิตนี้ในทางสร้างสรรค์หรือทำลาย ส่งเสริมหรือกำราบ"

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคมที่ผ่านมา มี 2 เหตุการณ์ที่เกี่ยวกับวงการ “สื่อสารมวลชน” เหตุการณ์แรก เป็นความช็อค!ของคนวงการสื่อ ที่ต้องขอร่วมแสดงความอาลัยกับการจากไปอย่างสงบของ 2 ช่างภาพอาวุโสที่เป็นที่รักของเพื่อนๆและเป็นที่เคารพของรุ่นน้องสื่อและช่างภาพ โดยเฉพาะสายการเมือง คือ "นายสุรพล พรมสาขา ณ สกลนคร" หรือ "พี่หน่อย" ช่างภาพจากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง และรักษาตัวมานานนับปี และอีกรายคือ "นายสกล สนธิรัตน" หรือ "พี่เอ๋" ช่างภาพจากศูนย์ภาพเนชั่น ที่เสียชีวิตอย่างสงบ หลังนอนรักษาตัวเป็นเจ้าชายนิทรานานเป็นเวลา 1 ปี 11 เดือน

ส่วนอีกเหตุการณ์เป็นการแถลงผลงานของรัฐบาล “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” ในโอกาสทำงานครบรอบ 3 เดือนกับอีก 13 วัน ที่นำรองนายกรัฐมนตรี 5 คน ที่รับผิดชอบงานแต่ละด้านมาแถลงผลงานด้วยกันที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ใช้เวลาแถลงเบ็ดเสร็จตั้งแต่ 9 โมงเช้าไปจบตอนบ่ายโมง 15 นาที รวมแล้วนาน 4 ชั่วโมง 15 นาที สาระสำคัญของผลงานมีทำหนังสือสรุปจำนวน 63 หน้า

แต่ประเด็นที่เกี่ยวกับวงการสื่อนั้นไม่ได้อยู่ในหนังสือผลงานรัฐบาล แต่อยู่ในช่วงที่พลเอกประยุทธ์พูดตอนหนึ่งระหว่างที่มีการถ่ายทอดสดทางช่อง11 ขณะแถลงผลงาน กล่าวอย่างมีอารมณ์ถึงการนำเสนอของสื่อมวลชนบางสำนักที่พลเอกประยุทธ์ไม่ได้ระบุสังกัดชัดเจนว่าสังกัดไหนว่า "...ผมไม่อยากอ่าน อ่านแล้วโมโห ทำให้เสียกริยา เสียมาดผู้นำ คราวนี้ผมจะปิดจริง ๆ ไม่งั้นจะมีกฎอัยการศึกไว้ทำไม มาตรา 44 ใช้ในทางสร้างสรรค์ ผมยังไม่เคยเอาใครมาติดคุกสักคน...”

ซึ่งมาตรา 44 ที่นายกฯพูดถึง คือมาตรา44 ในรัฐธรรมนูญธรรมนูญฉบับชั่วคราว ใจความสำคัญ คือ “ในกรณีที่หัวหน้าคสช.เห็นเป็นการจําเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทําอันเป็นการบ่อนทําลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักรให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอํานาจสั่งการระงับยับยั้ง หรือกระทําการใด ๆ ได้ ไม่ว่าการกระทํานั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหารหรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคําสั่งหรือการกระทํา รวมทั้งการปฏิบัติตามคําสั่งดังกล่าว เป็นคําสั่งหรือการกระทํา หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้และเป็นที่สุด”

จนทำให้มาตรา 44 กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง หลังจากเคยมีเสียงวิจารณ์ในช่วงต้นของการตั้งรัฐบาลที่ "วิษณุ เครืองาม" รองนายกฯด้านกฎหมาย เคยเปรียบมาตรา 44 เป็นดาบสองคมว่า “อนาคตต้องติดตามว่า คสช.จะใช้ประกาศิตนี้ในทางสร้างสรรค์หรือทำลาย ส่งเสริมหรือกำราบ”

และในวันเดียวกันนั้น เอง พล.อ.ประยุทธ์ ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เป็นครั้งแรก แต่เป็นอีกเรื่อง คือ ไปแก้ไขคำสั่งเดิมเกี่ยวกับเรื่องการได้มาซึ่งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นเป็นการชั่วคราวที่สร้างปัญหาไว้ โดยคำสั่งใหม่นี้ให้สมาชิกสภาท้องถิ่น 126 แห่ง และผู้บริหารท้องถิ่น 213 แห่ง ที่ครบวาระและพ้นจากตำแหน่งไปในช่วงวันที่ 22 พ.ค.-31 ธ.ค.2557 กลับมาปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และสำหรับสมาชิกสภาท้องถิ่น 648 แห่ง รวมทั้งผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 806 แห่ง ที่กำลังครบวาระตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.2558 อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้ง

คำสั่งนี้มาช่วยลบภาพ "อำนาจเบ็ดเสร็จตามมาตรา 44" ของ ประยุทธ์ ไปได้พอสมควร!