วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เคาะส.ส.มี450คน บัญชีรายชื่อ8ภูมิภาค200

กมธ.ยกร่างรธน.เคาะส.ส.มี450คนมาจากเขต250และบัญชีรายชื่อ8ภูมิภาค200 เปิดกลุ่มการเมือง-ส.ส.ลงสมัครไม่สังกัดพรรค

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ปรึกษาและโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงผลการประชุม ซึ่งพิจารณาถึงระบบการเลือกตั้งและระบบผู้นำทางการเมืองที่ดี ว่ามีมติเห็นชอบให้ใช้ระบบเลือกตั้งแบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม (Mixed-Member Proportional หรือ MMP) เพื่อให้เสียงลงคะแนนของประชาชนได้ตอบสนองความต้องการของผู้มาลงคะแนนอย่างแท้จริง ทุกคะแนนเสียงถูกนับไปในการกำหนดผู้ที่จะมาเป็นผู้แทน โดยไม่สูญเปล่าแม้แต่คะแนนเดียว และตัวแทนของพรรคการเมืองขนาดเล็ก หรือตัวแทนภาคประชาสังคมมีตัวแทนนั่งในสภา และมีบทบาทมากขึ้น โดยให้สภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 450 คน มาจากการเลือกตั้งส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง แบบเขตเดียวคนเดียว จำนวน 250 คน โดยส.ส. 1 คนจะใช้จำนวนประชากร จำนวน 2.5 แสนคน และแบบระบบสัดส่วนจำนวน 200 คน โดยในส่วนของระบบสัดส่วนนี้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้มีการพิจารณาในเบื้องต้นว่าจะกำหนดให้มีการแบ่งบัญชีสัดส่วนเป็นรายภาค จำนวน 8 ภาคที่แบ่งตามภูมิศาสตร์ และความใกล้กันของจังหวัด โดยไม่จำเป็นที่แต่ละภาคนั้นมีจำนวนประชากรเท่ากันหรือไม่ และผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งสามารถลงเลือกตั้งได้อย่างอิสระ ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง เพื่อให้ส.ส.สามารถมีสิทธิและอิสระในการตัดสินใจ

พล.อ.เลิศรัตน์ แถลงด้วยว่าสำหรับการลงคะแนนนั้นจะใช้บัตรเลือกตั้งจำนวน 2 ใบ คือ ลงคะแนนเลือกส.ส.แบบแบ่งเขต และ ลงคะแนนเลือกส.ส.แบบสัดส่วนตามบัญชีรายภาค สำหรับการคิดคะแนนว่าพรรคไหนจะได้จำนวน ส.ส.ทั้งหมดเท่าไรนั้น จะคิดตามคะแนนจริงที่ประชาชนลงให้กับแต่ละพรรคการเมืองในส่วนของส.ส.แบบสัดส่วนตามบัญชีรายภาค โดยวิธีดังกล่าวนั้นจะไม่มีการตัดสัดส่วนขั้นต่ำเหมือนที่ผ่านมา หากพรรคใดได้คะแนนนิยมจากส.ส.สัดส่วนบัญชีภาคเพียงร้อยละ 1 จะทำให้พรรคนั้นได้ส.ส. จำนวน 4 คน ทั้งนี้ประเมินด้วยว่าจะมีพรรคการเมืองที่ลงเลือกตั้งไม่เกิน 10 พรรคเท่านั้น

"วิธีคำนวนส.ส. เช่น มีจำนวน ส.ส.ทั้งหมด 450 คน คือ แบบแบ่งเขต 250 และ แบบสัดส่วน 250 หากพรรคได้คะแนนร้อยละ 10 ซึ่งมาจากคะแนนของส.ส.สัดส่วนที่แบ่งเป็นภาค จะทำให้มีส.ส. 45 คน จากนั้นไปดูจำนวนส.ส.ที่จากแบ่งเขตเลือกตั้ง หากได้เพียง 40 คน ให้นับเพิ่มจากบัญชีรายภาคอีก 5 คนเพื่อให้ให้ครบจำนวน 45 คน แต่หากส.ส.เขตได้เกิน 45 คนจะไม่คิดส.ส.ในแบบบัญชีรายภาคเพิ่มให้ ดังนั้นกรณีนี้บางครั้งอาจมียอดรวมส.ส. เกิน 450 คน เพราะเขาได้ส.ส.แบบแบ่งเขตเกินกว่าร้อยละ ของส.ส.แบบสัดส่วน โดยส่วนเกินดังกล่าวจะถือว่านับเป็นส.ส. ดังนั้นส่วนที่เกินมาได้พิจารณาแล้วว่าจะไม่เกิน 20 -30 คน หรือเกินร้อยละ 5 จะทำให้จะได้จำนวน ส.ส.ในความเป็นจริง เท่ากับ 450 คนเป็นอย่างน้อย และมีส่วนเกินเพิ่มเข้ามา 20 -30 คน"พล.อ.เลิศรัตน์ แถลง

พล.อ.เลิศรัตน์ แถลงต่อว่ารูปแบบการเลือกตั้งดังกล่าวไม่ได้ทำให้การเมืองอ่อนแอ แต่มีเจตนาไม่ทำให้รัฐบาลเข้มแข็งมากเกินไปจนยากแก่การตรวจสอบ และเพิ่มการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยวิธีดังกล่าวอาจทำให้ได้รัฐบาลผสม ประมาณ 2 - 3 พรรค โดยรัฐบาลที่ผ่านมาก็เป็นแบบผสมอยู่แล้ว เพราะรัฐบาลต้องมาจากเสียงข้างมากในสภาเพื่อให้เกิดเสถียรภาพของการพิจารณาร่างกฎหมายในสภา แม้จะมีพรรคเล็กในสภา และได้จำนวน ส.ส.พรรคละ 3 - 4 คน ไม่ได้ทำให้รัฐบาลอ่อนแอ แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่อยู่ภาคประชาสังคม หรือพรรคเล็กที่ตั้งขึ้นเพื่อพิทักษ์ป่า เป็นต้น มีเสียงในสภามากขึ้น ดังนั้นเจตนารมณ์ของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญต่อประเด็นนี้ คือ ต้องการให้ทุกคนมาอยู่ในสภา ดีกว่าอยู่บนถนน สำหรับการลงสมัครรับเลือกตั้งอย่างอิสระ ที่ประชุมเห็นว่าจะให้กลุ่มภาคพลเมือง ภาคประชาชน หรือกลุ่มทางการเมือง เช่น กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.), กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, กลุ่ม กปปช. ที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายลูกกำหนดได้ส่งบุคคลลงสมัครรับเลือกตั้ง ส่วนปัญหาที่เคยเกิดขึ้นเช่น ส.ส.ขายตัวในสภา ที่ประชุมได้หารือแล้วเห็นว่ามีทางออกโดยเตรียมพิจารณาในการประชุมครั้งหน้า

ผู้สื่อข่าวถามสอบถามถึงคุณสมบัติของ ส.ส. พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่าที่ประชุมยังไม่ได้หารือในประเด็นดังกล่าว แต่มีข้อพิจารณาให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มาตรา 35 (4) ที่ระบุให้มีมาตรการป้องกันและตรวจสอบไม่ให้ผู้ที่เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยการกระทำทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเคยกระทำการอันทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด ส่วนจะพิจารณาห้ามไม่ให้นักการเมืองที่เคยถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองหรือไม่นั้น เบื้องต้นต้องพิจารณาพฤติกรรมที่นักการเมืองผู้นั้นถูกตัดสิทธิทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 237 นั้นต้องนำคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วย ดังนั้นประเด็นดังกล่าวต้องไปพิจารณาในรายละเอียดอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เชิญนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาอธิบายและตอบคำถามของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ต่อระบบเลือกตั้งแบบเยอรมัน โดยแหล่งข่าวจากที่ประชุมแจ้งว่า มีหลายประเด็นใหญ่ที่ กมธ. ได้สอบถามนายปริญญา อาทิ การกำหนดจำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ หากไม่กำหนดให้มีจำนวนเท่ากันจะมีปัญหาใดหรือไม่ โดยนายปริญญา ตอบว่า สามารถออกแบบให้การเลือกตั้ง ส.ส.ทั้ง 2 แบบมีจำนวนไม่เท่ากันได้ แต่ในระบบเลือกตั้งแบบเยอรมนี ที่ออกแบบให้จำนวน ส.ส. ทั้ง 2 แบบที่มีจำนวนส.ส.เท่ากัน จะทำให้การคิดคะแนนทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ, กรณีที่เปิดโอกาสให้ มีการเลือกตั้ง ส.ส. แบบไม่สังกัดพรรคการเมืองจะทำได้หรือไม่ โดยนายปริญญา ตอบว่า สามารถทำได้ แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมา ส.ส.ที่ลงสมัครแบบอิสระไม่เคยได้รับการเลือกเข้ามาเป็น ส.ส. ในสภาเลย