วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศาลฎีกาจำคุก10ปี อดีตรองส.ว. สส.ห้วยขวาง

ศาลฎีกาพิพากษากลับ จำคุก10ปี"ร.ต.อ.เจษฎา"อดีต รอง สว.สส.ห้วยขวางพยายามฆ่า ใช้9มม.ยิงโชเฟอร์แท็กซี่ปี53

ที่ห้องพิจารณาคดี 712 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 24 ธ.ค.57 เวลา 09.45 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.850/2554 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา6 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง ร.ต.อ.เจษฎา หรือนายเจษฎา เจตภรณ์ อายุ 31 ปี อดีต รอง สว.สส. สน.ห้วยขวาง เป็นจำเลย ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง และพาอาวุธปืนไปในเมือง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 , 371 และ พระราชบัญญัติอาวุธปืน พ.ศ.2490

ตามฟ้องโจทก์ เมื่อวันที่ 11 ก.พ.54 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ค.53 เวลากลางคืน จำเลยใช้อาวุธปืนกล็อก ออโตเมติก ขนาด 9 ม.ม. ยิงนายมณเฑียร จิตตระกูล อายุ 46 ปี คนขับแท็กซี่ ผู้เสียหาย โดยมีเจตนาฆ่า แต่การกระทำไม่บรรลุผล เหตุเกิดที่ ซ.จำเนียรเสริม แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กทม.

โดยจำเลยให้การปฏิเสธอ้างว่า ขณะเกิดเหตุเข้าเวรอยู่ที่ สน.ห้วยขวาง ส่วนที่ไม่ส่งมอบปืนให้แก่พนักงานสอบสวนเนื่องจากไม่มั่นใจในกระบวนการสอบสวนของตำรวจ

ขณะที่ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 31 ม.ค.55 ให้จำคุก 10 ปี จำเลย ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำเลยยื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 8 มี.ค.56 ให้ยกฟ้องจำเลย เนื่องจากพยานหลักฐานโจทก์ยังมีพิรุธน่าสงสัยว่า ผู้เสียหายจะมีโอกาสจดจำใบหน้าจำเลยได้จริงหรือไม่ และสภาพแสงสว่างในที่เกิดเหตุสามารถมองเห็นใบหน้าของจำเลยได้ชัดเจนจริงหรือไม่ ทั้งผู้เสียหายยังมีโอกาสได้เห็นภาพของจำเลยก่อนที่มีการชี้ตัวยืนยัน นอกจากนี้อาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถตรวจยึดมาได้ ต่อมาอัยการโจทก์ ยื่นฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวน ประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า โจทก์ มีนายมณเฑียร คนขับแท็กซี่ ผู้เสียหาย เป็นพยาน เบิกความยืนยันว่า วันเกิดเหตุ ระหว่างขับรถแท็กซี่ มีรถตู้โตโยต้า อัลพาร์ด จอดขวางทางอยู่ โดยคนร้ายได้ลดกระจกลงและพูดจาข่มขู่ว่าให้พยานถอยรถ พยานจึงขับรถถอยหลังไป ต่อมาคนร้ายได้ขับรถมาเทียบกับพยานพร้อมใช้อาวุธปืนเล็งและยิงที่ศีรษะของพยาน แต่กระสุนพลาดเป้าถูกบริเวณขอบกระจกของรถ ซึ่งขณะเกิดเหตุแม้จะเป็นว่าเวลากลางคืนแต่ก็มีแสงไฟสว่างเพียงพอ และตัวพยานกับจำเลยอยู่ห่างกันเพียงแค่ 1 เมตร ทำให้พยานสามารถมองเห็นใบหน้าของจำเลยได้อย่างชัดเจน จึงมีเหตุให้พยานจดจำรูปพรรณสัณฐานของจำเลยได้ไม่ผิดตัว ต่อมาผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความโดยบ่งบอกถึงลักษณะของรถและใบหน้าของจำเลยได้ รวมทั้งชี้ตัวยืนยันได้อย่างถูกต้องตามบันทึกการสอบสวน

นอกจากนี้ โจทก์ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานตรวจรถของผู้เสียหายและวิถีกระสุนปืน เป็นพยาน เบิกความด้วยว่า พบปลอกกระสุนปืน ขนาด 9 มม. ที่บริเวณก้านปัดน้ำฝน ลักษณะการยิงจากหน้าไปหลัง จากขวาไปซ้าย มุมยิง 60 องศา เมื่อเปรียบเทียบกับรถตู้ของจำเลย กับรถของพยาน พบระดับความสูงสอดคล้องกับรอยกระสุนตามจุดเกิดเหตุ และการตรวจพิสูจน์ ปลอกกระสุนปืน ขนาด 9 มม. ที่ตกในที่เกิดเหตุ ยังตรงกับปลอกกระสุนที่จำเลยได้ก่อเหตุยิง น.อ.วุฒิชัย บุญฤทธิ์ นายทหารสังกัดกรมกำลังพล พระราชวังเดิม กองทัพเรือ เสียชีวิต ที่จำเลยถูกฟ้องเป็นคดีอีกสำนวน โดยพบว่าปลอกกระสุนดังกล่าวถูกยิงมาจากปืนกระบอกเดียวกัน คืออาวุธปืนกล็อก ยี่ห้อรูเกอร์ ผลิตจากประเทศออสเตรีย และจากการตรวจสอบประวัติทะเบียนการครอบครองอาวุธปืน พบว่าจำเลยมีอาวุธปืนชนิดดังกล่าวไว้ในการครอบครอง แต่ไม่ยอมส่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจพิสูจน์ โดยอ้างว่าไม่มั่นใจในกระบวนการสอบสวนของตำรวจ

ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ย่อมทราบดีว่า คดีพยายามฆ่า มีอัตราโทษสูง ถ้าหากจำเลยไม่ได้กระทำผิดจริง ก็ควรจะนำส่งอาวุธปืนซึ่งอยู่ในการครอบครองของจำเลยไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจพิสูจน์ โดยจำเลยก็ยังรับว่ามีอาวุธปืนขนาด 9 มม. อยู่ในความครอบครองของจำเลยจริง แต่ที่จำเลยไม่ยอมส่งอาวุธปืนให้ตรวจพิสูจน์โดยอ้างว่ากระบวนการสอบสวนนั้นไม่ชอบเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น จึงพิพากษากลับให้บังคับตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำคุกจำเลย เป็นเวลา 10 ปี ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ ร.ต.อ.เจษฎา นอกจากคดีนี้ ยังถูกฟ้องเป็นจำเลยคดีฆ่า น.อ.วุฒิชัย บุญฤทธิ์ นายทหารสังกัดกรมกำลังพล พระราชวังเดิม กองทัพเรือ เสียชีวิตคารถยนต์ปิกอัพ ในท้องที่ สน.ห้วยขวาง เมื่อวันที่ 2พ.ย.53 อีกสำนวนหนึ่งด้วย โดยคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พิพากษายกฟ้อง เนื่องจาก พยานโจทก์ไม่สามารถจดจำใบหน้า รูปพรรณสัณฐานของคนร้ายได้ว่า เป็นคนเดียวกับจำเลยหรือไม่ ประกอบกับพนักงานสอบสวนไม่ได้นำปืนที่ใช้ก่อเหตุมาตรวจรอยเขม่าดินปืน และตรวจวิถีกระสุน พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาจึงยังไม่เพียงพอว่าจำเลยเป็นผู้ลงมือก่อเหตุยิงผู้ตาย ศาลจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย